การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก การแข่งขันด้านเทคโนโลยี และการกระจายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังเปิดโอกาสการลงทุนระลอกใหม่ให้อาเซียน และ “ประเทศไทย” กำลังเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ได้รับความสนใจมากขึ้น สะท้อนจากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2025 ที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.88 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) 1.36 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 66%
เวทีการประชุม “ASEAN Conference 2026” ที่สิงคโปร์ ฉายภาพเศรษฐกิจไทยท่ามกลางการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหม่ FDI กำลังเปลี่ยนจากฐานผลิตเดิมสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ภาคธุรกิจชี้โรงงานกำลังรับคลื่นลงทุนใหม่จนพื้นที่เช่าเกือบเต็ม 99% โจทย์ต่อไปไม่ใช่แค่ดึงดาต้าเซ็นเตอร์เข้าไทย แต่ต้องสร้างอีโคซิสเต็มของ “นิวอีโคโนมี” พร้อมดันธุรกิจไทยเข้า “ห่วงโซ่คุณค่า” ใหม่ให้ได้
ริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ระบุว่า ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังถูกออกแบบใหม่เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เทคโนโลยีกำลังยกระดับมาตรฐานด้านผลิตภาพ และบริษัทต่างๆ กำลังมองหาตลาดที่มีความชัดเจน มีขีดความสามารถ และความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งประเทศไทยเข้าสู่การแข่งขันครั้งนี้ด้วยจุดเด่นทำเลที่ตั้งใจกลางอาเซียน ฐานการผลิต คลัสเตอร์อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนามาแล้วอย่างต่อเนื่อง
โอกาสที่อยู่ตรงหน้าของไทยจึงมีความชัดเจน นั่นคือการยกระดับบทบาทจาก “ฐานการผลิต” ไปสู่ “แพลตฟอร์มการเติบโตระดับภูมิภาค” โดยมีพื้นที่เศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์อย่าง “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” (EEC) เป็นส่วนสำคัญในการรองรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง และเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และบุคลากรเข้าด้วยกัน
“เราเห็น FDI จำนวนมากกำลังไหลเข้าประเทศไทย และสิ่งที่น่าตื่นเต้นเป็นพิเศษคือ FDI จำนวนมากเหล่านี้อยู่ในอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง อีวี และพลังงานหมุนเวียน” มาโลนี่ย์กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษ
“สำหรับภาคธุรกิจ โอกาสไม่ได้อยู่แค่การเป็นซัพพลายเออร์ แต่ต้องขยับขึ้นไปในห่วงโซ่มูลค่า และก้าวขึ้นไปเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจและเป็นส่วนสำคัญของบริษัทใหม่ๆ รวมถึงอีโคซิสเต็มใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น”
มาโลนี่ย์ระบุว่า สัญญาณการปรับตัวเริ่มเห็นได้ในภาคธุรกิจไทย โดยผลสำรวจของ UOB พบว่า 73% ของเอสเอ็มอีไทยกำลังมองถึงการนำ AI และ Digital Transformation มาใช้ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ขณะที่อีกโจทย์สำคัญคือการยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืน ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ
การแข่งขันในระยะต่อไป จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของไทยในการเปลี่ยนรากฐานเหล่านี้ให้เป็นความได้เปรียบในการทำให้เป็นรูปธรรมออกมาจริงๆ โดยภาครัฐและเอกชนต้องทำงานร่วมกันเพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เป็น “การลงทุน” และเปลี่ยนการลงทุนให้ไปสู่ “การขยายธุรกิจ” ได้จริง
EEC วางดาต้าเซ็นเตอร์ จุดเริ่มเศรษฐกิจขั้นสูง
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มองว่า การพัฒนา EEC ในวันนี้เปรียบได้กับ “การพัฒนาประเทศระยะที่สอง” หลังจากไทยใช้เวลาราว 40 ปีพัฒนาพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ด จนกลายเป็นฐานสำคัญของภาคการผลิตและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่การพัฒนาในระยะใหม่กำลังเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ใน 5 คลัสเตอร์หลัก ได้แก่ การแพทย์และสุขภาพ ดิจิทัล ยานยนต์ เศรษฐกิจสีเขียวหรือ BCG และภาคบริการ
ดร.จุฬาระบุในการให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า การดึงการลงทุนเข้ามาใน EEC จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของปริมาณ FDI แต่ต้องพิจารณาว่าแต่ละอุตสาหกรรมมีห่วงโซ่อุปทานอย่างไร ไทยมีส่วนใดอยู่แล้ว และยังขาดส่วนใด เพื่อดึงการลงทุนเข้ามาเติมเต็มและสร้างอีโคซิสเต็มของอุตสาหกรรมนั้นให้เกิดขึ้น
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ซึ่งกำลังมีการลงทุนจำนวนมากเข้ามาในประเทศไทย ทว่าในมุมของ EEC ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่ปลายทางของการลงทุน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเศรษฐกิจเทคโนโลยีขั้นสูงให้เกิดขึ้นในประเทศ
ดร.จุฬาเปรียบดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเสมือน “ฮาร์ดแวร์” สำหรับรองรับ AI และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวเกิดขึ้น ก็จะสร้างความต้องการต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอื่น ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์และชิป ไปจนถึง AI Solutions ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อในภาคยานยนต์ การแพทย์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ
“เราต้องการดึงดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามา เพื่อสร้างเศรษฐกิจไฮเทคให้เกิดขึ้นในประเทศไทย” ดร.จุฬากล่าว
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์พร้อมกันจำนวนมากนำมาซึ่งความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ควรปล่อยให้การลงทุนเหล่านี้เข้ามาแย่งใช้ไฟฟ้าจากระบบเดิมเพียงอย่างเดียว
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ Direct PPA ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่สามารถซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตได้โดยตรง โดย EEC เตรียมใช้พื้นที่เป็น “Sandbox” ทดลองเปิดตลาดไฟฟ้ารูปแบบใหม่ สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม และใช้กลไกของ EEC ช่วยให้การออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น แนวทางดังกล่าวจะดำเนินควบคู่กับการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับพลังงานหมุนเวียน (RE Power Grid)
ดร.จุฬามองว่า ความต้องการไฟฟ้าปริมาณมหาศาลจากดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้สร้างเพียงแค่แรงกดดันต่อระบบพลังงาน แต่ยังสามารถสร้าง “ตลาดใหม่” และดึงให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นตามมา ขณะที่ Sandbox ใน EEC จะเป็นพื้นที่ทดสอบว่าโมเดลตลาดไฟฟ้ารูปแบบใหม่นี้สามารถใช้งานได้จริงเพียงใด ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า หากโมเดลดังกล่าวได้ผล ก็อาจนำไปใช้เป็นต้นแบบเพื่อขยายผลต่อไป
จับโอกาส ‘อีโคซิสเต็มอาเซียน’
ท่ามกลางการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหญ่ ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจบนเวทีเสวนาคือ โอกาสของบริษัทที่ต้องการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนอยู่ตรงไหน และประเทศไทยกับสิงคโปร์จะสามารถนำจุดแข็งที่แตกต่างกันมาเชื่อมต่อ เพื่อสร้างโอกาสร่วมกันในอีโคซิสเต็มของอาเซียนได้อย่างไร
เกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานกิตติมศักดิ์คณะกรรมการแห่งชาติ ICC Thailand มองว่า ท่ามกลางความผันผวนของการค้าโลก ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้เพียงลำพัง ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องแบ่งปันข้อมูลและทำงานร่วมกัน ขณะที่ในระดับภูมิภาค ไทย สิงคโปร์ และประเทศอาเซียนควรส่งเสียงไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาการค้ากับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่
ลิม ฮัว เตียง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำประเทศไทยและตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย บริษัท Frasers Property กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในประเทศไทยมาประมาณ 30 ปี ปัจจุบันบริหารพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าประมาณ 3.6 ล้านตารางเมตร สิ่งที่บริษัทเห็นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาคือ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรม
อัตราการเช่าพื้นที่โรงงานของเฟรเซอร์ฯ ซึ่งเดิมอยู่ที่ประมาณ 80% เพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 99% จนแทบไม่มีพื้นที่เหลือให้เช่าอีกแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัทตัดสินใจเมื่อปีที่ผ่านมาว่า ถึงเวลาต้องสร้างพื้นที่โรงงานเพิ่ม เพื่อรองรับบริษัทภาคการผลิตจำนวนมากที่กำลังเข้ามายังประเทศไทย
ทว่าบริษัทเหล่านี้แตกต่างจากนักลงทุนในอดีต ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจไฮเทค และไม่ได้เข้ามาเพราะแรงงานราคาถูกหรือทำเลต้นทุนต่ำ แต่เป็นความสามารถในการหาทำเลและเริ่มดำเนินธุรกิจได้รวดเร็ว รวมถึงพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถตอบสนองมาตรฐานด้าน ESG ที่สูงขึ้นตามข้อกำหนดของบริษัทแม่
ลิมมองว่าหนึ่งในโมเดลที่สามารถเกิดขึ้นได้คือ การใช้สิงคโปร์ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคของบริษัทข้ามชาติจำนวนมาก เป็นจุดเชื่อมต่อกับฐานการดำเนินงานในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในอาเซียน
ตัวอย่างหนึ่งคือ Agoda ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ แต่รวมศูนย์การปฏิบัติงานส่วนหนึ่งไว้ที่กรุงเทพฯ โดยเช่าพื้นที่สำนักงานประมาณ 30,000 ตารางเมตร และมีพนักงานราว 4,000-5,000 คน จากมากกว่า 50 สัญชาติ โดยประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทั้งด้านต้นทุน ความน่าอยู่อาศัย และสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับชาวต่างชาติ จึงสามารถรองรับกิจกรรมทางธุรกิจบางส่วนที่สิงคโปร์มีข้อจำกัดด้านต้นทุนได้
ด้าน บรูซ ลิม ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย บริษัท DayOne Data Centers มองไปไกลกว่านั้นว่า ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากถูกใช้สำหรับการเทรนโมเดล AI แต่หลังจากการเทรนเสร็จสิ้นแล้ว จะต้องเข้าสู่ขั้นของการนำไปใช้งานจริง ตั้งแต่ Wearable Devices, Agentic AI ไปจนถึง Robotics
ในภาพดังกล่าว สิงคโปร์สามารถทำหน้าที่เป็นฮับการเชื่อมต่อ ในขณะที่ไทยมีจุดแข็งจากตำแหน่งที่สามารถเชื่อมโยงกับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและมีฐานอุตสาหกรรมอยู่เดิม จึงมีโอกาสเป็นทั้ง Regional Distribution Hub, Data Farm ตลอดจนฐานการผลิตสำหรับอุตสาหกรรม Robotics ในอนาคต
ผู้บริหาร DayOne ซึ่งมีการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในหลายประเทศอาเซียนซึ่งรวมถึงไทย มองว่าแต่ละประเทศสามารถมีบทบาทที่แตกต่างกันภายในอีโคซิสเต็มดิจิทัลของภูมิภาค โดยสิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อ ขณะที่ยะโฮร์เป็นฐานรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ หรือ Data Farm และจาการ์ตาเป็นตลาดปลายทางขนาดใหญ่
ส่วนประเทศไทยมีจุดเด่นจากทำเลที่สามารถเชื่อมต่อไปยังอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และด้วยฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ ไทยจึงมีศักยภาพต่อยอดบทบาทได้ทั้งการเป็น ศูนย์กลางการกระจายสินค้า ฐานดาต้าเซ็นเตอร์ และฐานการผลิตหุ่นยนต์ (Robotics) ในอนาคต
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1247215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Oteg44fVwjr-D2V0aYrB3

