• Thu. Jul 9th, 2026

“สันติธาร” ชูยุทธศาสตร์ดึงลงทุนแตะ 30% GDP ดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

“สันติธาร”-ชูยุทธศาสตร์ดึงลงทุนแตะ-30%-gdp-ดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่“สันติธาร” ชูยุทธศาสตร์ดึงลงทุนแตะ 30% GDP ดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

ประเทศไทยประกาศปี 2569 เป็นปีแห่งการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ (New Growth Engines) โดย นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ขึ้นกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจบนเวทีสัมมนา “Reuters NEXT Asia 2026” ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2569 ซึ่งเป็นเวทีการประชุมระดับผู้นำแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่รวบรวมผู้บริหารระดับสูงและผู้นำระดับโลกมาร่วมแบ่งปันมุมมองเชิงลึก และสร้างพันธมิตรเพื่อฝ่าความท้าทายทางธุรกิจและสังคม

นายสันติธาร กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เป็นตัวแทนประเทศไทยสื่อสารไปยังนักลงทุนทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยที่กำลังพลิกโฉมจากประเทศที่มีเพียงจุดเด่นด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคแต่มีการเติบโตต่ำ ไปสู่การขับเคลื่อนการเติบโตใหม่

นายสันติธาร ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย อายุเฉลี่ยของประชากรไทยปัจจุบันอยู่ที่ 44 ปี คือการพึ่งพาเงินทุนและการเพิ่มผลิตภาพเพื่อชดเชยจำนวนประชากรวัยแรงงานที่หดตัวลง โดยรัฐบาลมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ระดับ 22-23% ขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 30% 

ทั้งนี้ เพื่อปลดล็อกศักยภาพการลงทุนดังกล่าว รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ 3 ประการ ได้แก่

  1. การลงทุนภาครัฐ มุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูด ให้ภาคเอกชนและภาคธุรกิจเกิดความเชื่อมั่นและเข้ามาลงทุนตาม
  2. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ท่ามกลางภาวะโลกที่แบ่งขั้ว ไทยสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสผ่านการดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง โดยในปีที่ผ่านมา ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนของไทยพุ่งสูงขึ้นถึง 67% เมื่อเทียบกับปีก่อน และไตรมาสแรกของปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้นสองเท่า โดยเม็ดเงินไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ AI เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจชีวภาพ
  3. การลงทุนของภาคธุรกิจในประเทศ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนไทยจำนวนมากยังมีเงินทุนสำรอง ที่พร้อมสำหรับการลงทุน เพียงแต่ภาคธุรกิจต้องการความต่อเนื่องทางนโยบาย เสถียรภาพทางการเมือง และทิศทางจากภาครัฐที่ชัดเจน

ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ นายสันติธารเน้นย้ำว่า ไทยไม่ได้เลือกข้างฝ่ายใด แต่จะทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงที่เชื่อถือได้ ซึ่งพิจารณาจากความต้องการของไทยและสิ่งที่ไทยสามารถมอบให้กับโลกได้ 

ทั้งนี้ การพิจารณา FDI จะเน้นที่คุณค่าที่จะเกิดขึ้น เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงานคุณภาพสูง และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของ SMEs ไทย มากกว่าสัญชาติของเม็ดเงินลงทุน นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นแนวโน้มการกระจายตัวของนักลงทุนจากกลุ่มประเทศ OECD ที่ไม่เคยลงทุนในไทยมาก่อนแสดงความสนใจเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ นายสันติธารยังได้กล่าวถึงแผนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยระบุว่าขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นกระบวนการทางเทคนิค ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี รัฐบาลมองว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เพียงแค่รางวัล แต่เป็นเสมือนการเดินทางที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการยกระดับกรอบกฎระเบียบ การปรับปรุงธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ตลอดจนการเพิ่มคุณภาพในการแข่งขัน

“ล่าสุดได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปนโยบายและกฎหมายเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงโดยเร็ว”

นายสันติธาร กล่าวถึงความอ่อนไหวของไทยจากความขัดแย้งช่องแคบฮอร์มุซว่า จุดอ่อนของไทยคือการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงทำให้มีปัญหาด้านต้นทุนและความมั่นคงทางพลังงาน โดยคาดการณ์ว่าจีดีพีจะแกว่งตัวราว 0.5% และเงินเฟ้อขยับแตะระดับกว่า 2% แต่ยังถือว่าควบคุมได้เนื่องจากฐานเงินเฟ้อเดิมของไทยอยู่ในระดับต่ำโดยจะใช้โอกาสนี้ในการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่และแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งไทยมีขีดความสามารถรองรับอยู่แล้ว ตลอดจนยุทธศาสตร์ด้าน AI ที่เน้นดึงดูดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ควบคู่ไปกับการประยุกต์ใช้ AI ในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความแข็งแกร่งระดับโลก เช่น บริการทางการแพทย์ (Healthcare) และเศรษฐกิจที่รองรับสังคมอายุยืน (Longevity Economy) เพื่อเพิ่มผลิตภาพและแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง

นายสันติธารได้ฝากข้อความโดยตรงถึงกลุ่มนักลงทุนที่เข้าร่วมงานว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเป้าหมายนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยลำพัง จึงขอเชิญชวนให้นักลงทุนและเม็ดเงินจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมกันผนึกกำลัง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปสู่อีกขั้น

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1242340&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r9guPdQHCEV43LkS1tKyU