• Thu. Aug 13th, 2026

‘สมหมาย ภาษี’ เปิด 2 ปมฉุดเศรษฐกิจไทยโตต่ำ SMEs ล้ม-ต่างชาติแย่งงาน

‘สมหมาย-ภาษี’-เปิด-2-ปมฉุดเศรษฐกิจไทยโตต่ำ-smes-ล้ม-ต่างชาติแย่งงาน‘สมหมาย ภาษี’ เปิด 2 ปมฉุดเศรษฐกิจไทยโตต่ำ SMEs ล้ม-ต่างชาติแย่งงาน

นายสมหมาย ภาษี  นักเศรษฐศาสตร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยบทความแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทย โดยมองว่าประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะที่น่าเป็นห่วง หลังเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาเป็นเวลานาน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยมีทรัพยากร ทำเลที่ตั้ง และบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนศักยภาพดังกล่าวให้กลายเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งได้

นายสมหมายระบุว่า ภายหลังติดตามการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบันมาเกือบ 5 เดือน ยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศจะได้รับการแก้ไขจนสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ โดยเห็นว่าปัญหาของไทยมีหลายด้าน ทั้งโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ตลอดจนข้อจำกัดด้านการคลังและกฎระเบียบของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม นายสมหมายเลือกชี้ให้เห็น 2 ปัญหาสำคัญ ที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ได้แก่ การถดถอยของธุรกิจ SMEs และการเพิ่มขึ้นของธุรกิจต่างชาติในภาคการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งมองว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้คนไทยมีพื้นที่ในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ลดลง

SMEs เลิกกิจการพุ่ง สะท้อนรากเศรษฐกิจอ่อนแรง

ประเด็นแรกคือสถานการณ์ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ทั่วประเทศ โดยนายสมหมายอ้างข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มี SMEs เลิกกิจการมากกว่า 7,000 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ

นายสมหมายมองว่า หากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว มีความเป็นไปได้ที่ในช่วงครึ่งหลังของปีจะเห็น SMEs ในภาคธุรกิจอื่นทยอยปิดกิจการเพิ่มเติม โดยปัจจัยสำคัญมาจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ประกอบกับผู้ประกอบการมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและความสามารถในการแข่งขัน

โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพสินค้า เมื่อสินค้าจากจีนเข้ามามีบทบาทในตลาดไทยมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก นายสมหมายมองว่า ปัจจุบันแม้แต่สินค้าพื้นฐานที่ผลิตเพื่อใช้ในประเทศ ผู้ประกอบการไทยก็ยังต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตไทย

ทั้งนี้ นายสมหมายมองว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการค้าของจีนส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่เพียงประเทศไทยเท่านั้น แต่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันกับจีนเช่นกัน

ห่วงต่างชาติรุกธุรกิจท่องเที่ยว คนไทยมีพื้นที่น้อยลง

ปัญหาที่สองคือการที่ชาวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งนายสมหมายมองว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย แม้จะช่วยสร้างงานและรายได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในไทยมากขึ้นด้วย

ประเด็นดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะกรณีการใช้ “นอมินี” แต่รวมถึงธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาประกอบกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยนายสมหมายยกตัวอย่างธุรกิจโรงแรม ซึ่งปัจจุบันโรงแรมจากเครือระดับโลกเข้ามาขยายกิจการในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทยจำนวนมาก ขณะเดียวกันธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงร้านอาหารของผู้ประกอบการต่างชาติ ก็ขยายตัวตามการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว

นอกจากธุรกิจจากจีน อิตาลี ฝรั่งเศส และอินเดียที่พบเห็นในไทยมานานแล้ว นายสมหมายยังระบุว่า ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญเริ่มพบธุรกิจของผู้ประกอบการจากยุโรป รัสเซีย ตุรกี อิสราเอล และอิหร่านเพิ่มขึ้น

นายสมหมายตั้งข้อสังเกตว่า แม้การขยายตัวของการท่องเที่ยวจะช่วยให้คนไทยมีงานทำและสร้างตลาดให้กับวัตถุดิบในประเทศ แต่รายได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งก็ไหลไปสู่ธุรกิจของต่างชาติที่เข้ามาประกอบกิจการในไทยด้วย ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาครัฐ อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวเช่นกัน

ชี้ไทยมีศักยภาพ แต่ถูก “สารพิษ” บดบัง

นายสมหมายระบุว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ รวมถึงมีทรัพยากรในหลายด้าน อีกทั้งคนไทยมีความรู้และความสามารถเพิ่มขึ้น แต่กลับไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามศักยภาพ โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำมาเกือบ 20 ปี

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เหตุใดประเทศที่มีทรัพยากรและศักยภาพจำนวนมากจึงไม่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างเต็มที่

นายสมหมายมองว่า สิ่งที่บดบังศักยภาพของไทยไม่ใช่การขาดทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างและ “สารพิษ” หลายด้าน ทั้งการขาดวินัยของคนในสังคม ปัญหาธรรมาภิบาลของผู้มีอำนาจ กฎหมายและกฎระเบียบที่มีความซับซ้อน รวมถึงการตีความที่อาจแตกต่างกันในหลายกรณี

โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ที่นายสมหมายมองว่าเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เพราะทำให้ทรัพยากรและโอกาสทางเศรษฐกิจไม่สามารถถูกนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ท้ายที่สุด นายสมหมายเห็นว่า หากไทยยังไม่สามารถจัดการกับปัจจัยเหล่านี้ได้ ศักยภาพที่ประเทศมีอยู่ก็จะยังไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เต็มที่ และอาจทำให้ไทยยังคงเผชิญภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพต่อไปในระยะยาว ทั้งที่มีทรัพยากรและข้อได้เปรียบจำนวนมากรองรับการเติบโตของประเทศ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/666316&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06onSuKoPNMLnK9dsiH1rW