นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยได้เชิญทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมรับทราบสถานการณ์ และปัญหาที่เกิดขึ้น
เพื่อรับมือและแก้ไขปัญหา โดยระบุว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุดังกล่าวในตะวันออกกลาง มีผลกระทบต่อราคาพลังงาน โดยเฉพาะในช่องแคบฮอร์มุซ ในอิหร่าน
ซึ่งได้ทำให้ราคาพลังงานขึ้นสูงสุดในระยะสั้น ก่อนปรับลงมาเหลือ 5% ซึ่งตลาดน้ำมันมีอุปทานส่วนเกินอยู่แล้ว จึงทำให้ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย แต่กระทรวงพลังงานของไทยได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว โดยเฉพาะการใช้กลไกกองทุนน้ำมัน เพื่อดูแลผลกระทบระยะสั้น และมีน้ำมันสำรองเพียงพอในระยะสั้น 60 วัน สามารถบรรเทาผลกระทบได้ และมีเวลาเพียงพอในการหาแหล่งพลังงานใหม่
ส่วนช่องทางการค้านั้น นายเอกนิติ เปิดเผยว่า มีผลกระทบทางตรงไม่มาก เพราะการส่งออกไปตะวันออกกลางน้อย และตัวเลขการนำเข้าน้อยเช่นกัน แต่อาจส่งผลกระทบต่อค่าระวางเรือ และค่าพรีเมียม ที่อาจทำให้เกิดผลกระทบด้านการขนส่ง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะไปหารือกับภาคเอกชนต่อไป
ส่วนผลกระทบด้านการท่องเที่ยวนั้น นายเอกนิติ ระบุว่า มีไม่มาก เพราะนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่มาท่องเที่ยวประเทศไทยมีน้อย แต่อาจเป็นโอกาสระยะยาว ที่สายการบินต่าง ๆ ที่ตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลาง อาจได้รับผลกระทบ และเป็นโอกาสให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบินแทน
นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงผลกระทบด้านตลาดเงิน และตลาดทุนว่า ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มหาสินทรัพย์ปลอดภัย จึงทำให้มีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย เช่น ราคาทองคำ แต่ค่าเงินของประเทศไทยมีเสถียรภาพมาก และประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศมาก สามารถรับความเสี่ยงในตลาดเงินและตลาดทุนได้ ธนาคารพาณิชย์มีความเข้มแข็ง มีเสถียรภาพ
พร้อมกับมองว่าสถานการณ์ดังกล่าว เป็นผลดีช่วยลดแรงกดดันที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นก่อนหน้านี้ เนื่องจากเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าไปในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่น เงินดอลลาร์ จึงส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง
นอกจากนี้ ยืนยันว่า ประเทศไทยจะไม่มีปัญหาเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น แม้ว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นก็ตาม เนื่องจากมองว่าเป็นโชคดีของประเทศไทยที่เงินเฟ้อก่อนหน้านี้อยู่ในระดับต่ำ โดยเงินเฟ้อในเดือนมกราคม 2569 ติดลบ ดังนั้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อเสถียรภาพราคา หรือเงินเฟ้อของไทย
ส่วนผลกระทบด้านแรงงานนั้น นายเอกนิติ ยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงแรงงานจะดูแลต่อไป
นายเอกนิติ ระบุด้วยว่า รัฐบาลไทยจะคว้าโอกาสจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ที่นักลงทุนอาจย้ายฐานการลงทุน การท่องเที่ยว การแพทย์ โดยประเทศไทยจะต้องคว้าโอกาสในด้านต่าง ๆ และใช้โอกาสที่ประเทศไทยมีความเป็นกลาง เหมาะสมในการคว้าโอกาสในเชิงเศรษฐกิจให้ได้ โดยรัฐบาลจะใช้โอกาสนี้เร่งดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ให้เข้าสู่ไทยมากขึ้น เนื่องจากมองว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพที่นักลงทุนต่างชาติจะสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับอาหาร โดยจะพยายามเร่งรัดโครงการ Thailand Fast Pass เพื่อให้เกิดการลงทุนเร็วที่สุด และเป็นการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่ยืนยันว่าจะสามารถออกมาตรการ รวมทั้งดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้โดยไม่เป็นปัญหา
ขณะที่ นางศุภจี ศุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลกระทบด้านการค้ากลุ่มประเทศที่มีความขัดแย้งโดยตรงในตะวันออกกลางว่า ยังมีผลกระทบจำกัด เพราะสัดส่วนรายได้จากการนำเข้า-ส่งออกของไทยยังมีไม่มาก ทั้งอิสราเอล และอิหร่าน จึงไม่กระทบมาก แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวม เพราะตลาดดังกล่าวมีมูลค่าการค้าเพียง 4-5% แม้ไม่มากแต่มีความสำคัญ รวมถึงการเฝ้าระวังในภูมิภาคอื่น ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการขนส่ง โดยเฉพาะในยุโรป ที่อาจได้รับผลกระทบต่อค่าระวางเรือ และการเดินทางอ้อมที่ต้องเฝ้าระวัง
ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงมีมาตรการหลัก 6 มาตรการดูแลในช่วงนี้ อาทิ การติดตามบริหารราคาสินค้าบริโภคในประเทศ ไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง เช่น พลังงาน การตั้งศูนย์รับข้อเสนอ และให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออก แต่มีข้อขัดข้อง สามารถติดต่อได้ที่ 1169 ทั้งปัญหาการบริหารจัดการการขนส่ง หรือปัญหาการประสานงานกับผู้ขนส่งทางเรือ และการบริหารการทำงานร่วมกันอย่างเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ไทยทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบในตะวันออกกลาง ซึ่งจะมีการรวบรวมข้อมูล และร่วมกันวิเคราะห์ถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น
ด้าน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำว่า รัฐบาลไทยห่วงใยสถานการณ์ในขณะนี้ เนื่องจากมีผลกระทบต่อความมั่นคง และเศรษฐกิจในภูมิภาคและโลก ซึ่งไทยต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาผ่านสันติวิธี และการทูต ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับการดูแลคนไทยกว่า 100,000 คนในตะวันออกกลาง ซึ่งมีแผนแล้วทั้งการดูแลความปลอดภัย และการช่วยเหลือกลับประเทศ หรืออพยพ โดยเฉพาะที่อิหร่าน เนื่องจากมีการโจมตีรุนแรง ซึ่งสถานทูตได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิด และมีผู้แสดงความจำนงแล้วประมาณ 40 คน แต่การเดินทางยังค่อนข้างลำบาก เพราะต้องใช้ทางบก แต่สถานทูตฯ ก็จะช่วยอำนวยความสะดวก และสำรองที่นั่งเครื่องบินพาณิชย์ให้ หรือหากมีความจำเป็น ก็จะจัดเที่ยวบินพิเศษให้
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลางว่า กระทรวงแรงงานมีการตั้งศูนย์เร่งด่วนในการดูแลแรงงานในตะวันออกกลางแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอิสราเอล กว่า 65,000 ราย ซึ่งรัฐบาลอิสราเอลให้การดูแลแรงงานไทยค่อนข้างดี จึงยังมีผู้แสดงความต้องการอพยพไม่ถึง 10 คน แต่ในอิหร่านมีแรงงานผู้แสดงความจำนงขออพยพราว 40 ราย ส่วนกลุ่มประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลางยังเฝ้าระวัง และสามารถทำงานได้ปกติ ซึ่งกระทรวงแรงงานยังคงประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้แรงงานสามารถกลับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกระทรวงแรงงานได้ประเมินสถานการณ์เป็นระยะ ซึ่งหากสถานการณ์รุนแรง หรือยืดเยื้อ ทูตแรงงานก็พร้อมติดตามแรงงานไทยในตะวันออกกลางให้มีความปลอดภัย
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยจำนวนนักท่องเที่ยว และผู้โดยสารชาวตะวันออกกลางที่ตกค้างในประเทศไทยว่า ที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีไฟลต์บินถูกยกเลิกราว 130 ไฟลต์ มีผู้โดยสารตกค้างกว่า 9,000 คน สนามบินดอนเมือง มีผู้ตกค้าง 200 คน สนามบินภูเก็ต ถูกยกเลิกไฟลต์บิน 36 ไฟลต์ ผู้โดยสารตกค้างราว 5,500 คน ที่สนามบินเชียงใหม่ ผู้โดยสารตกค้าง 600 คน ซึ่งผู้โดยสารที่ตกค้างทั้งหมด สายการบินจะช่วยดูแลทั้งที่พัก และอาหาร และหลังจากนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถกลับประเทศได้ แต่หากเป็นผู้โดยสารที่เป็นชาวตะวันออกกลาง ก็จะช่วยประสานการเดินทางกลับให้มีความปลอดภัย
นายพิพัฒน์ ยังระบุว่า ผู้โดยสารในตะวันออกกลางที่เดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงการถือศีลอด ดังนั้น จำนวนนักท่องเที่ยวจะมีน้อย ผลกระทบแม้จะมีบ้าง แต่ก็เป็นโอกาสให้ประเทศไทย ที่สายการบินยุโรปจะมา via ตะวันออกกลาง แต่เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ก็มีการใช้บริการสายการบินไทยเต็มทุกที่นั่ง เพื่อไปยุโรป หรือจากยุโรปเดินทางมาประเทศไทย แม้จะมีค่าโดยสารที่แพงกว่า
ขณะที่ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ได้ประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลต่อ GDP ของประเทศไทยว่า มีการประเมินความเป็นไปได้ หากสงครามสิ้นสุดลงได้ใน 1 เดือน ผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซน้อย อาจทำให้ราคาน้ำมันอยู่ที่ 95-105 เหรียญ อาจทำให้ GDP ของไทยโตได้ 1.6% จากฐานเดิมในปี 2568 ที่ 2% แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด การขนส่งไม่สามารถทำได้ ห่วงโซ่อุปทานโลกได้รับผลกระทบ ราคาน้ำมันพุ่งถึง 125 เหรียญ ก็อาจทำให้ GDP โต 1.3%
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269866&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KbQ9CcGjBNQAxN641PxnF

