• Mon. Mar 16th, 2026

พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ กับภารกิจพลิกเกมศุลกากรไทย มุ่งสร้างสมดุลเศรษฐกิจควบคู่คุ้มครองสังคมภายใต้บริบทการค้าโลกเปลี่ยน

พันธ์ทอง-ลอยกุลนันท์-กับภารกิจพลิกเกมศุลกากรไทย-มุ่งสร้างสมดุลเศรษฐกิจควบคู่คุ้มครองสังคมภายใต้บริบทการค้าโลกเปลี่ยนพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ กับภารกิจพลิกเกมศุลกากรไทย มุ่งสร้างสมดุลเศรษฐกิจควบคู่คุ้มครองสังคมภายใต้บริบทการค้าโลกเปลี่ยน

กรมศุลกากร เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงการคลัง ที่มีบทบาททั้งด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การบริหารจัดการการค้าระหว่างประเทศของไทย ภายใต้ภารกิจการจัดเก็บภาษีอากรจากการนำเข้าและส่งออกสินค้า อำนวยความสะดวกทางการค้า ควบคุมและตรวจสอบสินค้าข้ามแดน รวมถึงการปกป้องสังคมจากสินค้าที่ผิดกฎหมายหรือไม่ได้มาตรฐาน ภารกิจของ กรมศุลกากร จึงครอบคลุมทั้งมิติทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการคุ้มครองผู้บริโภค

ภายใต้บริบทของโลกาภิวัตน์และการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการพัฒนาแนวทางการจัดเก็บภาษี การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ถือเป็นโจทย์ใหญ่และโจทย์สำคัญของ พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กับเป้าหมายการทำงานเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจ การคุ้มครองผู้ประกอบการในประเทศ และการรักษาความปลอดภัยของสังคม!

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าโลก เช่น การเติบโตของสินค้าจากประเทศจีนและการขยายตัวของข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ทำให้รัฐต้องทบทวนแนวทางการจัดเก็บภาษี และมาตรการทางการค้าเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและรายได้ของประเทศในระยะยาว ซึ่งจากการเติบโตการค้าระหว่างประเทศดังกล่าว สิ่งหนึ่งที่ กรมศุลกากร ต้องรับมือคือ ‘ปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง’ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งผ่านตู้คอนเทนเนอร์ พัสดุจากระบบอีคอมเมิร์ซ หรือการเดินทางของผู้โดยสารระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นภารกิจในการกำกับดูแลและตรวจสอบที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือ การจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าตั้งแต่ ‘บาทแรก’ สำหรับสินค้าที่นำเข้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซและพัสดุขนาดเล็ก ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐและลดปัญหาการสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง อีกทั้งนโยบายดังกล่าวยังมีบทบาทในการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

อธิบดีกรมศุลกากร ยืนยันว่า เป้าหมายหลักของกรมศุลกากรจากมาตรการจัดเก็บอากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปนั้น คือ การปกป้อง การสร้างความเป็นธรรม และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs การสนับสนุนให้มีการซื้อสินค้าและใช้สินค้าจากร้านของผู้ประกอบการไทยที่เข้าระบบอย่างถูกต้อง รวมถึงยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยทำให้มีรายได้เข้ารัฐเพิ่มมากขึ้น เพื่อความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว

“ถามว่าวันนี้ยังไงก็ต้องซื้อสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน เพราะเขาเป็นแหล่งผลิตใหญ่ของโลก ทุกประเทศในโลกนี้ขาดดุลจีนเกือบทั้งหมด และจากข้อมูลพบว่าไทยมีการนำเข้าสินค้าจากจีนเฉลี่ย 3.3 ล้านล้านบาท ขณะที่เราส่งออกไป 1.3 ล้านล้านบาท ดังนั้นวันนี้กรมศุลกากรจึงต้องเข้ามาดูว่าจะทำอย่างไรที่จะช่วยในการสร้างระบบ Ecosystem ที่เอื้อต่อผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ขณะเดียวกันก็ต้องมีรายได้เข้ารัฐ ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดต้องสมดุลและสอดคล้องกัน”

โดยภาพรวมการจัดเก็บอากรสินค้านำเข้าสำหรับสินค้าที่นำเข้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซและพัสดุขนาดเล็ก ในเดือน ม.ค.2569 อยู่ที่ 960-970 ล้านบาท แบ่งเป็นการจัดเก็บภาษีนำเข้าของกรมศุลกากร อยู่ที่ 650 ล้านบาท ในส่วนนี้เป็นการจัดเก็บอากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป (มาตรการเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 ม.ค.69) อยู่ที่ 470 ล้านบาท สูงขึ้นจากเป้าหมายเฉลี่ยเดือนละ 250 ล้านบาทเกือบเท่าตัว ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการนำเข้า อยู่ที่กว่า 300 ล้านบาท ขยายตัว 20% โดยสัญญาณสำคัญที่พบคือ สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าเกิน 1,500 บาทขึ้นไป กลับมาขยายตัวสูงถึง 30% จากก่อนหน้านี้แทบไม่สามารถจัดเก็บอากรในส่วนนี้ได้มากนัก เนื่องจากส่วนใหญ่มีการสำแดงราคาต่ำกว่า 1,500 บาทเกือบหมด จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้เชื่อว่าภาพรวมการดำเนินงานในส่วนนี้ทั้งปีงบประมาณ 2569 จะมีโอกาสสูงถึง 12,000 ล้านบาทได้ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 3,000 ล้านบาทต่อปี

ด้วยปัจจัยข้างต้น โดยเฉพาะเพื่อเป็นการปกป้องและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการไทย ดังนั้น กรมศุลกากร จึงเตรียมความพร้อมเพื่อหารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับแนวทางการทบทวนอัตราการจัดเก็บอากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยแนวทางการดำเนินการจะแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้นผ่านการพิจารณาแก้ประกาศกระทรวงการคลัง ให้มีการทบทวนอัตราการจัดเก็บอากรดังกล่าวให้สามารถดำเนินการได้เร็วขึ้น ขณะที่ในระยะยาวจะมีการเสนอให้มีการแก้ไขพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อทบทวนโครงสร้างภาษีนำเข้าใหม่ โดยอาจจะมีการปรับปรุงให้มีการจัดเก็บเป็นอัตราเดียวทั้งหมด เช่น 30% สำหรับสินค้าที่นำเข้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซและพัสดุขนาดเล็ก ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินการ จากปัจจุบันที่อัตราภาษีจะแบ่งตามพิกัดสินค้า เช่น รองเท้า เสื้อผ้า อยู่ที่ 30%, กระเป๋า 20% และบางสินค้า 0% เป็นต้น

ในอีกด้านหนึ่ง กรมศุลกากร ยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือสินค้าที่หลีกเลี่ยงมาตรการทางภาษีและการคุ้มครองทางการค้า โดยในช่วงที่ผ่านมาได้มีการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายคิดเป็นมูลค่ามหาศาล สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของหน่วยงานในการคุ้มครองผู้บริโภคและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ แม้อาจจะยังต้องยอมรับว่า ปัญหาการลักลอบยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากแรงจูงใจทางกำไรและความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินค้าผิดกฎหมายยังคงมีตลาดรองรับ

พันธ์ทอง ระบุว่า ลักษณะของการลักลอบนำเข้าสินค้าในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งในรูปแบบของการซุกซ่อนสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ การส่งผ่านระบบพัสดุไปรษณีย์และอีคอมเมิร์ซ รวมถึงการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการขนส่งสินค้าไปยังประเทศอื่น ด้วยปริมาณการขนส่งสินค้าที่มีจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ไม่ว่าจะเป็นตู้คอนเทนเนอร์หลายล้านตู้หรือพัสดุจำนวนหลายร้อยล้านชิ้น การตรวจสอบสินค้าทุกชิ้นจึงไม่สามารถทำได้อย่างครอบคลุมทั้งหมด กรมศุลกากรจึงต้องอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการนำเทคโนโลยีและระบบวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้ในการคัดกรองความเสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและลดโอกาสการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศ

ด้วยปริมาณการค้าระหว่างประเทศที่มีมูลค่าสูงถึงหลายล้านล้านบาทต่อปี และจำนวนการขนส่งสินค้าที่มีทั้งตู้คอนเทนเนอร์ พัสดุ และผู้โดยสารจำนวนมาก การตรวจสอบสินค้าอย่างละเอียดทุกชิ้นจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก กรมศุลกากร จึงได้เริ่มนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการคัดกรองและวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบสินค้าและลดภาระต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการพัฒนาระบบศุลกากรให้ทันสมัย โปร่งใส และสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วงเวลาราว 4 เดือน เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของ กรมศุลกากร ภายหลังการนำของ พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ กับการดำรงตำแหน่ง อธิบดี ที่ได้สะท้อนถึงความพยายามในการปรับทิศทางการบริหารงานให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเน้นการทำงานควบคู่กันในสองมิติสำคัญ คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการอำนวยความสะดวกทางการค้า และ การปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมายหรือไม่ได้มาตรฐาน จากเสียงสะท้อนของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ ก็พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายและการดำเนินงานที่ชัดเจนมากขึ้นในหลายด้าน

ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความพยายามของ กรมศุลกากร ในปัจจุบันในการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจ การจัดเก็บรายได้ของรัฐ และการคุ้มครองผู้ประกอบการภายในประเทศ ซึ่งแนวทางและมาตรการที่เริ่มดำเนินการได้สะท้อนถึงทิศทางของการพัฒนาระบบศุลกากรไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตอบสนองต่อความท้าทายของระบบการค้าสมัยใหม่ได้มากยิ่งขึ้น!!.

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581-news/962739/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PSujwjWfiwtIWNxjV0Dtt