• Sat. Aug 8th, 2026

ผวาหนี้ ‘เอสเอ็มอี’ ทะลัก70% จี้รัฐเร่งแก้ก่อนพังทั้งระบบ

ผวาหนี้-‘เอสเอ็มอี’-ทะลัก70%-จี้รัฐเร่งแก้ก่อนพังทั้งระบบผวาหนี้ ‘เอสเอ็มอี’ ทะลัก70% จี้รัฐเร่งแก้ก่อนพังทั้งระบบ

แม้ภาครัฐจะทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง แต่สัญญาณจากภาคธุรกิจรายเล็กกลับสะท้อนภาพที่แตกต่างชัดเจน เมื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกำลังเผชิญ “วิกฤติสภาพคล่อง” รอบใหม่ จากต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง กำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งทุน ส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมากอยู่ในภาวะ “ประคองตัว” มากกว่าการเติบโต ขณะที่ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเตือนหากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อาจกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากและการจ้างงาน ซึ่งพึ่งพาเอสเอ็มอีมากถึง 70% ของภาคเอกชนไทย

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 โดยระบุว่า ขณะนี้เศรษฐกิจฐานรากกำลังเผชิญภาวะตึงตัวอย่างหนักทุกมิติ ทั้งต้นทุนที่พุ่งสูง รายได้ที่ลดลง และภาระหนี้สินที่รุมเร้า ซึ่ง SME ถือเป็นเสาหลักสำคัญที่มีสัดส่วนถึง 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมดในไทย

หนี้ SME ไตรมาส 2 วิกฤติ เข้าไม่ถึงแหล่งทุน

จากการสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า SME มีความต้องการเพิ่มสภาพคล่อง และเงินทุนหมุนเวียนสูงถึง 90.4% ขณะที่มีเพียง 6.0% ที่ต้องการลงทุนเพิ่ม และ 3.6% ต้องการนำไปใช้หนี้เดิม โครงสร้างแหล่งกู้ยืมเงินในไตรมาส 2/2569 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบไตรมาส 1 ที่เผชิญวิกฤติด้านพลังงาน ดังนี้ 1.ในระบบสถาบันการเงิน เพิ่มขึ้นจาก 30.2% เป็น 37.6% 2.ใน และนอกระบบร่วมกัน ลดลงจาก 47.0% เป็น 41.1%  และ 3. นอกระบบสถาบันการเงิน ลดลงเล็กน้อยจาก 22.8% เหลือ 21.3%

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือ กำแพงสินเชื่อ พบว่า สาเหตุหลักที่ SME ยื่นกู้ในระบบไม่ผ่านมา จากขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน (33.3%), เอกสารไม่สะท้อนธุรกิจจริง (26.7%) และกระแสเงินสดไม่เพียงพอ (20%)

70%SME “ทรงตัว” รอวันทรุด

นายแสงชัย กล่าวว่า เมื่อพิจารณาสุขภาพธุรกิจพบว่า กลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ กลุ่มทรงตัว ซึ่งรวมถึงธุรกิจช่วงขาลงแต่พอพยุงได้ และกลุ่มที่มีรายได้พอจ่ายหนี้แต่ไม่พอลงทุน มีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 70.5% ในไตรมาส 2/2569 

ขณะที่ กลุ่มที่ขาดทุนต่อเนื่อง และต้องพึ่งพาหนี้ใหม่เพื่อประคองตัวมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 5.4% แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐแต่ SME ยังต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น กำลังซื้อไม่แน่นอน การแข่งขันที่รุนแรง

นายแสงชัย กล่าวว่า รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันขับเคลื่อนแนวทางพัฒนาผ่าน 5 ก. เพื่อให้ SME เข้าถึงแหล่งทุน และอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย

1. กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ บังคับใช้กฎหมายกับสถาบันการเงินที่ทำผิดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการคิดดอกเบี้ยผิดนัด และการออกแบบโปรแกรมสินเชื่อตามหลัก Market Conduct ไม่ให้มีการซุกปัญหาไว้ใต้พรม

เร่งดึงหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ

2. กลยุทธ์ตัดตอนนอกระบบ ออกแบบนวัตกรรมการเงิน เพื่อดึงหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ เช่น รีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบที่มีหลักประกัน และเติมทุนหมุนเวียนซัปพลายเชนเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจจริง

3. เกณฑ์ยืดหยุ่น ปรับปรุงเกณฑ์พิจารณาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แทนการผลัก SME ไปใช้สินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูงถึง 25-36% ต่อปี ซึ่งเป็นกับดักที่ยากจะทำกำไรมาชดเชยได้

4. กระบวนการสะดวกรวดเร็ว ใช้ Credit Scoring และเทคโนโลยีช่วยประเมินความเสี่ยงที่เป็นธรรม หากปฏิเสธสินเชื่อต้องมีเหตุผลชัดเจน และมีกระบวนการบ่มเพาะเพื่อให้กลับมาขอใหม่ได้

5. กลไกพัฒนา จัดกลุ่ม SME ตามอาการทางการเงิน และมีระบบพี่เลี้ยง (Mentor) ช่วยเตรียมความพร้อมก่อน และหลังกู้ พร้อมเสริมทักษะ AI นวัตกรรม และสร้างแบรนด์เพื่อขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ถึงเวลารัฐต้อง “Action Show”

นายแสงชัย ย้ำว่า ขีดความสามารถ SME ไม่ได้ขึ้นกับทักษะเท่านั้น แต่ต้องเข้าถึงแหล่งทุนที่เพียงพอ และรวดเร็ว หากรัฐยังปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังอาจส่งผลกระทบ วงกว้างต่อการจ้างงาน ซึ่ง SME เป็นแหล่งจ้างงานหลักถึง 70% ของภาคเอกชนทั่วประเทศ

“ถ้าไม่ใช่ ทำใหม่ ถ้าไม่ดีพอ ทำเพิ่ม ถ้าดีแล้ว ทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมอีก หมดเวลา Talk Show ถึงเวลา Action Show ให้เอสเอ็มอีรอดจริง” นายแสงชัย กล่าว

สำหรับข้อเสนอ Roadmap 5 ก. ของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จึงไม่ใช่เพียงมาตรการแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ แต่เป็นข้อเสนอปฏิรูประบบการเงินสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก ตั้งแต่บังคับใช้กฎหมาย ดึงหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ การปรับเกณฑ์สินเชื่อ การใช้เทคโนโลยีประเมินความเสี่ยง ไปจนถึงการสร้างระบบพี่เลี้ยงเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแผนลงทุนในอนาคต พบว่า เอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่ยังกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยมีเพียง 16.5% ที่มีแผนลงทุนเพิ่มเติมชัดเจน ขณะที่ส่วนใหญ่ 38.9% ระบุว่าแผนลงทุนขึ้นกับสภาวะเศรษฐกิจ ส่วน 29.2% เลือกคงระดับลงทุนเดิมไว้ และ 15.4% ระบุว่าไม่มีแผนลงทุน

ในอนาคต SME ต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI มาช่วยทำธุรกิจ ซึ่งจะไม่ใช่เพียงออร์เดิร์ฟ หรืออาหารเสริม แต่ต้องเป็นอาหารจานหลัก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจอยู่รอดจากวิกฤติพลังงาน สงครามการค้า และภัยพิบัติธรรมชาติ

จี้รัฐส่งเสริม AI Literacy – ยกระดับคน

ในส่วนข้อเสนอแนะต่อภาครัฐคือ ต้องเร่งส่งเสริม AI Literacy และยกระดับพลเมืองสู่ระดับ AI Citizenship เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานทักษะสูง ผ่านมาตรการสนับสนุนเชิงรุก ประกอบด้วย

1.ด้านการเงิน สนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี 2. โครงสร้างพื้นฐาน ลดค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล 3. ระบบพี่เลี้ยง พัฒนากลไกที่ปรึกษาด้าน AI ให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละธุรกิจ 4. ธรรมาภิบาล รัฐต้องนำการเปลี่ยนแปลงอย่างโปร่งใส รวดเร็ว เพื่อส่งมอบปัญญาให้ถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึง

สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการเวลานี้ไม่ใช่เวทีเสวนา หรือมาตรการระยะสั้น แต่คือ ลงมือแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม เพื่อให้ SME กำลังหลักเศรษฐกิจไทยกว่า 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานหลักประเทศ สามารถเข้าถึงแหล่งทุน ฟื้นสภาพคล่อง และกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง สะท้อนโจทย์สำคัญที่ภาครัฐ และสถาบันการเงินต้องเร่งตอบให้ได้ ก่อนที่วิกฤติสภาพคล่องจะลุกลามเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง

พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1246339&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-eAHqkWf0yrPKDwUxsZRi