• Sat. Mar 7th, 2026

ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย : หนทางหลุดพ้นจาก ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย-:-หนทางหลุดพ้นจาก-‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย : หนทางหลุดพ้นจาก ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

ในภาวะที่ระเบียบเศรษฐกิจโลกกำลังถูกจัดสรรใหม่ผ่านคลื่นเทคโนโลยีดิสรัปชันและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งที่ท้าทายที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ

หากย้อนกลับไปในอดีต เราเคยถูกขนานนามว่าเป็น “เสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย” ด้วยฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและการส่งออกที่รุ่งโรจน์ แต่ในวันนี้ภาพลักษณ์เหล่านั้นกำลังกลายเป็นเพียงความทรงจำที่ซีดจางลง และถูกแทนที่ด้วยฉายาที่น่ากังวลอย่าง “คนป่วยเรื้อรังแห่งเอเชีย” สัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดคืออัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่ขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2.5% ต่อปี ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น แต่ยังทิ้งห่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ ที่สามารถรักษาเพดานการเติบโตไว้ได้ที่ 5-7% อย่างต่อเนื่อง

สภาวะที่ GDP โตต่ำและนิ่งสนิทเช่นนี้ไม่ใช่เป็นผลกระทบชั่วคราวจากวิกฤตการณ์ภายนอกอย่างโรคระบาดหรือสงครามการค้า แต่มันคือการ “ติดหล่ม” ของโครงสร้างภายในที่ไร้การปรับปรุงมานาน จนทำให้ประเทศไทยตกอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” (Middle Income Trap) อย่างสมบูรณ์แบบมานานกว่า 20 ปี และหากไม่มีการผ่าตัดโครงสร้างครั้งใหญ่ เราอาจเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยในระยะยาวที่ยากจะกอบกู้ การที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมเริ่มตีบตันและเริ่มตกรุ่น ขณะที่เครื่องยนต์ใหม่ยังไม่ถูกสร้างขึ้น ทำให้เรากำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกไปอย่างน่าเสียดาย

อุปสรรคประการสำคัญที่เป็นดั่งโซ่ตรวนล่ามเศรษฐกิจไทยไว้คือ ความซับซ้อนและล้าสมัยของกฎระเบียบภาครัฐที่กลายเป็นต้นทุนมโหฬารต่อการทำธุรกิจ ประเทศไทยมีกฎหมายและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการจำนวนมหาศาล ซึ่งหลายส่วนมีความทับซ้อนและไม่ได้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคดิจิทัล การศึกษาพบว่าต้นทุนแฝงในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ (Compliance Cost) มีมูลค่าสูงถึง 10% ของ GDP ซึ่งเงินจำนวนมหาศาลนี้ไม่ได้ถูกนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่กลับกลายเป็นภาระที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีอยู่กว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงคือการสูญเสียความคล่องตัวในการแข่งขันและการทำลายจิตวิญญาณของผู้ประกอบการใหม่ๆ

ความล่าช้าเชิงโครงสร้างนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมนวัตกรรมใหม่ที่มักจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐหลายแห่งซึ่งขาดการ
บูรณาการข้อมูลระหว่างกัน ส่งผลให้ต้องใช้เวลาเฉลี่ยร่วมปีเพียงเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ สิ่งนี้ทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงเริ่มไหลออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีกฎระเบียบยืดหยุ่นกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำและเซมิคอนดักเตอร์ที่เวียดนามสามารถดึงดูดเม็ดเงินได้มากกว่าไทยเกือบ 2 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หากรัฐบาลไม่เร่งทำ “กิโยตินกฎหมาย” (Regulatory Guillotine) เพื่อตัดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นออกไป เราจะไม่สามารถเปลี่ยนบทบาทภาครัฐจาก “ผู้ควบคุม” มาเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ได้เลย

การแก้ปัญหาด้วยระบบ “รัฐบาลดิจิทัล” (Digital Government) แบบ 100% จึงเป็นทางออกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความไม่แน่นอนและภาระทางธุรกิจ จะช่วยลดต้นทุนในระบบเศรษฐกิจลงได้อย่างมหาศาล หากเราสามารถลดขั้นตอนการทำธุรกิจลงได้เพียง 50% จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดวิสาหกิจเริ่มต้นหรือสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งสตาร์ทอัพเหล่านี้เองจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้าง New S-Curve ที่จะนำพาประเทศไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับวิกฤต “ผลิตภาพต่ำ” อย่างรุนแรง จะเห็นได้ว่าผลิตภาพแรงงานของไทยขยายตัวเพียง 2% ต่อปีในช่วงทศวรรษล่าสุด ซึ่งไม่สมดุลกับอัตราค่าแรงและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น สภาวการณ์นี้ทำให้ไทยตกอยู่ในสภาวะ “เศรษฐกิจแบบแซนด์วิช” (Sandwich Economy) คือด้านหนึ่งเราไม่สามารถแข่งขันเรื่องราคาแรงงานกับประเทศเกิดใหม่อย่างกัมพูชาแต่อีกด้านหนึ่ง เราก็ยังไม่มีทักษะแรงงานที่สูงพอจะไปแข่งขันด้านนวัตกรรมกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ได้

ปัญหานี้ถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤต “ทักษะแรงงานไม่ตรงกับความต้องการของตลาด” (Skill Mismatch) โดยมีสัดส่วนของแรงงานที่ทำงานไม่ตรงสายงานสูงถึง 30-40% ซึ่งสะท้อนความล้มเหลวของระบบการศึกษาที่เน้นผลิตใบปริญญามากกว่าการผลิตทักษะที่ใช้ได้จริง เมื่อแรงงานไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงขึ้น กำไรส่วนเกินของภาคธุรกิจจึงลดลง นำไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่น้อยลงเป็นวงจรที่ดึงรั้งประเทศไว้ในที่เดิม ดังนั้นนโยบายรัฐต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมโดยตรง เพื่อเพิ่มสัดส่วนแรงงานทักษะสูงในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า หรือเศรษฐกิจชีวภาพ

การสร้างทางลัดในการถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านนโยบายดึงดูดกลุ่มผู้มีทักษะระดับโลก (Global Talent) เป็นสิ่งจำเป็น ประสบการณ์จากสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่า การดึงดูดมันสมองจากทั่วโลกไม่ได้เป็นการแย่งงานคนในชาติ แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้คนในชาติเก่งขึ้นและสร้างงานที่มีมูลค่าสูงขึ้นตามไปด้วย การเปิดรับผู้มีทักษะสูงผ่านมาตรการวีซ่าที่เอื้ออำนวยจะช่วยให้แรงงานไทยได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆ และก้าวข้ามขีดจำกัดด้านผลิตภาพที่เรื้อรังมานาน

หากมองหาต้นแบบความสำเร็จ สาธารณรัฐเกาหลีคือกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ปัจจุบันเกาหลีใต้ใช้งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) สูงถึง 4.8% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ในขณะที่ประเทศไทยตัวเลขนี้ยังวนเวียนอยู่ที่ระดับ 1.2% ความแตกต่างนี้ทำให้เกาหลีใต้สามารถเปลี่ยนตัวเองสู่มหาอำนาจเทคโนโลยีได้ภายในเวลาเพียง 30 ปี โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ใช้ยุทธศาสตร์การสนับสนุนที่แลกมาด้วยเงื่อนไขของผลงานและการแข่งขัน บังคับให้ภาคเอกชนต้องสร้างนวัตกรรมเพื่อความอยู่รอด

แต่สำหรับประเทศไทย แรงจูงใจในการสร้างสิ่งใหม่กลับถูกกดทับด้วยปัญหาการผูกขาดในตลาดหลัก โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกและพลังงานที่มีผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่รายครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันมากกว่า 70% สภาวะการผูกขาดนี้ไม่เพียงแต่ทำลายโอกาสของ SME แต่ยังทำให้ผู้เล่นรายใหญ่ไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนใน R&D เพื่อสร้างนวัตกรรมที่แท้จริง เนื่องจากสามารถทำกำไรได้มหาศาลจากโครงสร้างอำนาจตลาดเดิม ดังนั้น การทลายกำแพงการผูกขาดต้องถูกกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ กฎหมายแข่งขันทางการค้าต้องมีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นอิสระจากการเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายเล็กสามารถเข้าถึงทรัพยากรและตลาดได้อย่าง
เท่าเทียม

บทสรุปของการเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ ไม่ใช่ทางเลือกที่ทำก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ แต่เป็นทางรอดสำคัญที่เรามีอยู่ ท่ามกลางวิกฤตสังคมสูงวัย (Super-Aged Society) ที่ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ หากเรายังคงฝากความหวังไว้กับเครื่องยนต์รุ่นเก่าที่ล้าสมัย เราย่อมไม่อาจยกระดับการพัฒนาประเทศต่อไปได้

การตัดสินใจในวันนี้ต้องใช้ความกล้าหาญเชิงนโยบายอย่างสูงในการปรับกฎระเบียบให้มีความคล่องตัวทันสมัย ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ด้วยนวัตกรรม สร้างสภาพแวดล้อมให้เกิดการแข่งขันลดการผูกขาด และการยกระดับทุนมนุษย์ เป็นหนทางที่เศรษฐกิจไทยจะสามารถหลุดพ้นจากสภาพคนป่วย กลับมามีอัตราการเติบโตของ GDP ในระดับ 4-5% อีกครั้ง และส่งต่อประเทศที่มั่งคั่ง ยั่งยืน ให้กับคนรุ่นถัดไปได้อย่างภาคภูมิใจในเวทีโลก

บทความ คอลัมน์ พิจารณ์นโยบายสาธารณะ กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

ปราณีต โชติกีรติเวช
นภัทร พัฒนปรีชา
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

เพิ่มเพื่อน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/articles-news/957488/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gyGjbKly5IlwirqDhBrd3