ปัจจุบันนี้ปัญหาแก๊งมิจฉาชีพเกี่ยวกับการหลอกลวงยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองและเฝ้าระวังเป็นอย่างมาก ซึ่งล่าสุดพบว่าเหล่ามิจฉาชีพได้มีกลวิธีใหม่ในการแอบอ้างเป็นพนักงานบริษัทเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเพื่อเข้าไปกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสแกมเมอร์ให้แก่เหล่านักเรียนในสถานศึกษา มีการสแกนใบหน้านักเรียนเปิดซิมการ์ดโทรศัพท์ นำไปขายให้แก๊งสแกมเมอร์ใช้งานต่อในการหลอกลวงประชาชน อย่างใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ที่กลุ่มมิจฉาชีพได้บอกว่าจะให้ความรู้และจะแจกซิมอินเทอร์เน็ตฟรีเพื่อการศึกษา เป้าหมายเป็นเด็กนักเรียนอายุ 8-10 ปี ถูกหลอกสแกนหน้าไปเกือบ 300 คน
โดยกลุ่มแก๊งดังกล่าว ล็อคเป้าหมายไปที่ เด็กนักเรียนชนเผ่า หลอกให้เด็กลงทะเบียนเปิดซิมใหม่ สแกนใบหน้าจำนวน 5 ครั้ง แต่ให้เด็กเก็บซิมไว้ใช้เพียง 1 ซิม เท่านั้น ส่วนอีก 4 ซิมที่เหลือคาดว่าได้นำไปขายให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลุ่มผู้ค้ายาเสพติด หรือเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อนำไปต่อยอดใช้ก่อการกระทำผิด



ต่อมาศูนย์ต่อต้านภัยออนไลน์ ได้ตรวจสอบพบว่ามีการนำซิมที่ลงทะเบียนในชื่อของเด็กนักเรียนที่ไม่ถูกต่อนำไปสู่ การลงพื้นที่ตรวจสอบความจริง จนสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ และจะทำการสอบสวนขยายผล ซึ่งจากการตรวจสอบต่อไป ในส่วนของมาตรการป้องกันในตอนนี้จากการประชุมปรึกษาหารือระหว่างนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และพลตำรวจตรี ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้มีการ กำชับไปยังทุกทั้ง 25 อำเภอของเชียงใหม่ โดยเฉพาะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยบอกต่อชาวบ้านให้รู้ทันกลลวงรูปแบบใหม่ของกลุ่มคนร้าย

รัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ได้กำชับไปยังทุกอำเภอ และให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์เชิงรุกเตือน ประชาชนในพื้นที่ทั้งเด็กนักเรียน ผู้สูงอายุ และข้าราชการที่เกษียณอายุราชการแล้ว ผ่านเสียงตามสาย การเคาะประตูบ้าน และพูดคุยอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันรู้ทันกลโกงใหม่ ๆของแก๊งมิจฉาชีพ ที่มีพฤติกรรมการหลอกเหยื่อปรับเปลี่ยนไปในรูปแบบใหม่ ทั้งการหลอกเปิดซิมม้า บัญชีม้า รวมถึงการหลอกไปทำงานในต่างประเทศ และอื่นๆ
นอกจากนี้ต้องเฝ้าระวังกลุ่มคนแปลกหน้าที่เข้ามาในชุมชนและคนในพื้นที่ที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย ให้ตรวจสอบและติดตามเป็นพิเศษ รวมถึงประสานไปยังหน่วยงานด้านการศึกษา ทั้ง สพม. และ สพป. กำชับไปยังโรงเรียนทุกแห่งในจังหวัด ให้เฝ้าระวังมิจฉาชีพที่เข้ามาติดต่อในทุกรูปแบบ

ด้าน พลตำรวจตรี ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวว่า การจับกุมแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้เป็นคดีของกองปราบปราม ส่วนของตำรวจภูธรภาค 5 ได้สั่งการไปยังทุกท้องที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยให้เฝ้าระวังกลุ่มบุคคลต้องสงสัยที่เข้ามาในพื้นที่ หากพบกระทำความผิดจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้แม้ว่าสื่อมวลชน หรือสื่อของรัฐได้มีการประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือนภัย แต่บางพื้นที่การสื่อสารอาจเข้าไม่ถึง กำนันผู้ใหญ่บ้านจึงมีความสำคัญในการเผยแพร่ข่าวสารและนอกจากจังหวัดเชียงใหม่ ตนจะเดินทางเข้าพบผู้ว่าราชการทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนเพื่อขอความอนุเคราะห์ในลักษณะเดียวกันด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ หัวหน้าศูนย์ศึกษากฎหมายกับเทคโนโลยีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นวิธีการหลอกลวงแบบใหม่ของกลุ่มมิจฉาชีพ แสดงให้เห็นว่ากลุ่มมิจฉาชีพไม่เคยหยุดที่จะหากลวิธีใหม่ ๆ ในการดำเนินการก่ออาชญากรรม หากมาดูในปัจจุบันในสังคมไทยยังถือว่ามีกลุ่มเสี่ยงอยู่จำนวนมากที่อาจจะตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มคนร้ายเหล่านี้ สะท้อนถึงสิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการคัดกรองเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก และมาตรการการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอาจจะนำไปสู่การรั่วไหลหรือการนำไปขายต่อเพื่อต่อยอดในการก่ออาชญากรรมต่อไป
“อีกหนึ่งสิ่งที่สังคมไทยต้องยกระดับทางความคิดคือการแลกเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ อย่างเช่นการกรอกข้อมูลเพื่อได้รับสิ่งของเล็กน้อย ลดแลกแจกแถม เพราะสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นชิน แต่หากไม่มีการรักษาความลับทางข้อมูลส่วนบุคคลอย่างดีมากพอและหลุดรอดเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มสแกมเมอร์อาจจะมีเหยื่อเพิ่มมากขึ้น”
“สิ่งที่ต้องเน้นย้ำหลังจากนี้คือข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนเป็นสิ่งที่มีค่าเป็นอย่างมาก ข้อมูลไม่เท่ากับของฟรี กลุ่มคนหนึ่งต้องการข้อมูลของอีกคนแสดงว่ามีเป้าหมายในการจัดทำการสิ่งหนึ่ง ดังนั้นของฟรีไม่มีในโลกจึงต้องนึกถึงประเด็นนี้ไว้ด้วย การที่คนหนึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้จะนำไปสู่การทำนายได้ว่าบุคคลนั้นชื่นชอบอะไร มีรสนิยมและพฤติกรรมในลักษณะไหน หรือมีทรัพย์สินหรือทุรกรรมใดๆ เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้มากพอก็จะนำไปขายให้กับกลุ่มอาชญากรในราคาที่สูงมาก”


รองศาสตราจารย์ ดร.ทศพล กล่าวอีกว่า กลุ่มมิจฉาชีพมีการแบ่งย่อยหน้าที่มากยิ่งขึ้นกว่าอดีตที่ผ่านมา กระจายกันไปหลอกลวงทำตามบทบาทที่แต่ละกลุ่มถนัด ซึ่งกลุ่มประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลยังถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง การเอาเด็กมาเป็นเหยื่อเพื่อให้ยอมในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ถือว่าทำได้ง่ายเนื่องจากเด็กมีความตื่นเต้นที่จะได้ซิมฟรีมาแจกถึงที่สะดวกสบายไม่ต้องเสียเงิน ทำให้หลังจากนี้ต้องสร้างการรับรู้ให้รู้เท่าทันเกี่ยวกับการป้องกันและรักษาข้อมูลส่วนบุคคล
ในส่วนของหน่วยงานก็ต้องมีการคัดกรองอย่างเข้มข้น แม้ว่าจะมีการคัดกรองอย่างเข้มข้นแล้วในระหว่างการทำกิจกรรมก็ต้องมีการติดตามว่าในแต่ละกิจกรรมนั้นคือกิจกรรมอะไร มีการเก็บข้อมูลของนักเรียนหรือไม่ มีการสแกนหน้าไหม หรืออะไรที่สุ่มเสี่ยงที่จะเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ต้องมีการติดตามตั้งแต่ก่อนเข้ามาในโรงเรียนจนออกโรงเรียนไป
“หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานเอกชน หากอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเหล่านี้ การสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเป็นอีกสิ่งที่สำคัญมาก ดังนั้นหน่วยงานรัฐและเอกชนต้องลดการให้ประชาชนกรอกข้อมูลส่วนบุคคลหรือจัดเก็บข้อมูลเพื่อมาแลกสิทธิประโยชน์เล็กๆน้อยๆ เพราะกลุ่มอาชญากรรมจะเห็นช่องว่างเหล่านี้ว่าคนไทยคุ้นชินจึงใช้มาเป็นวิธีในการหลอกลวงได้ง่าย” รศ.ดร.ทศพล กล่าว


———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-uncovers-scam-where-fraudsters-trick-students-into-providing-information-to-call-center-gangs&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-WH9VOr8Rwa0rhrV1dHZY

