คนดีมีคุณธรรม เป็นคนที่มีความคิดที่ถูกต้อง ต่อตนเอง ครอบครัว เพื่อนมิตร
สังคมและบ้านเมือง
เราจะเห็น คนเช่นนี้ ปรากฏ ณ ที่บ้าน วัด โรงเรียน และสังคม
คนเช่นนี้ เป็นคนที่มีคุณค่า และความหมายต่อสังคม
คนทั้งหลาย ส่วนมาก อยากจะเป็นคนดีมีคุณธรรม เช่นนี้
คนเหล่านี้เมื่อเราได้ศึกษาติดตามทำความเข้าใจ จะเห็นความจริงปรากฏอยู่ในตัวเขา
คือ เขาเป็นคนที่มีความคิดดีถูกต้อง ใช้ชีวิตได้ดี และถูกต้องไม่ว่าต่อตัวเอง ครอบครัว
เพื่อนมิตร สังคมและบ้านเมือง
@ วันนี้ จึงขอนำเสนอเรื่องสำคัญที่เป็นหัวใจ คือ ความคิดที่ถูกต้อง
1. ความคิดที่ถูกต้องคืออะไร
2. กระบวนการแสวงหาและบ่มเพาะความคิดที่ถูกต้อง
3. หลักการสำคัญในการนำความคิดที่ถูกต้องไปปฏิบัติ
4. การนำความคิดที่ถูกต้องไปแก้ปัญหาในระดับต่างๆ
1. ความคิดที่ถูกต้องคือ
๑. องค์ประกอบประการแรกที่สำคัญที่สุดคือ
ทัศนคติเชิงบวกบนพื้นฐานของความเป็นจริง
(Reality-based Positive Thinking)
หรือ มีประโยคที่นักคิดชอบนำมาใช้คือ “ การแสวงหาสัจจะ : จากความเป็นจริง”
ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากความเป็นบวกที่เป็นพิษ
(Toxic Positivity)
ความเป็นบวกที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนการยอมรับอารมณ์ที่เจ็บปวด
และสถานการณ์ที่ยากลำบาก ไม่ใช่การกดทับหรือปฏิเสธความจริง
เพื่อรักษาภาพลักษณ์แห่งความสุขเพียงอย่างเดียว
๒. การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง (Self-Esteem)
ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางจิตวิทยา
ความเห็นคุณค่าในตนเองที่ถูกต้องเกิดจากการรู้จักจุดแข็งและจุดอ่อนอย่างตรงไปตรงมา
การยอมรับตนเองอย่างไม่มีเงื่อนไขผ่านการเจริญสติ (Mindfulness)
จะช่วยสร้างเสถียรภาพของความเชื่อมั่น
ซึ่งส่งผลให้บุคคลมีความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อความล้มเหลว
การศึกษาพบว่าบุคคลที่มีระดับความสม่ำเสมอของความภาคภูมิใจในตนเอง
มักจะไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ต่อเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนใจรุนแรงเกินไป
เนื่องจากพวกเขามองว่า
เหตุการณ์ภายนอกไม่ใช่สิ่งที่บ่งบอกถึงแก่นแท้ของมูลค่าความเป็นมนุษย์
๓. การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)
ซึ่งเป็นกระบวนการทางพุทธิปัญญาที่ใช้ในการคัดกรองข้อมูลข่าวสาร
ผ่านการตั้งคำถามและการวิเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์
โดยปราศจากอคติทางจิตวิทยา
การคิดเชิงวิพากษ์ที่สมบูรณ์ต้องอาศัยการลดละอัตตา (Ego) และ
ความกล้าหาญทางจริยธรรมในการเปลี่ยนความคิดเมื่อพบข้อมูลที่ถูกต้องกว่า
พลวัตนี้จะทำงานสอดคล้องกับกรอบแนวคิดแบบเติบโต (Growth Mindset)
๔. กรอบแนวคิดแบบเติบโต (Growth Mindset)
ซึ่งเชื่อมั่นในศักยภาพของการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองอย่างไม่มีสิ้นสุด
การมี Growth Mindset
ช่วยให้บุคคลมองความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้
(The Power of Yet) แทนที่จะมองว่าเป็นข้อจำกัดทางสติปัญญาที่ตายตัว
๕. สุดท้ายคือ การอยู่กับปัจจุบัน (Stay in the Present)
ซึ่งเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรทางสมองให้อยู่กับกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ตรงหน้า
การปล่อยวางความผิดพลาดในอดีตและความกังวลในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ช่วยลดการสร้างฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา ความคิดที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การมุ่งเอาชนะผู้อื่น
และเป็นการพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนโดยการไม่ตกเป็นทาสของอคติส่วนตน
2. กระบวนการแสวงหาและบ่มเพาะความคิดที่ถูกต้อง
การได้มาซึ่งความคิดที่ถูกต้องเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์
ที่ต้องอาศัยการศึกษาเรียนรู้และการฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
กระบวนการนี้เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจกลไกทางประสาทวิทยาที่ส่งผลต่อพฤติกรรม (Neuroscience of Mindset)
ซึ่งระบุว่าสมองของมนุษย์มีความสามารถในการสร้างเครือข่ายประสาทใหม่ๆ ตลอดเวลา
ผ่านการฝึกฝนและการทำซ้ำ
การศึกษาเรียนรู้เพื่อพัฒนาความคิด
เริ่มต้นจากการใช้โมเดลผู้เรียนตลอดชีวิต (Lifelong Learner Model)
หรือที่เรียกว่า “การปลูกป่าส่วนตน” (Grow Your Own Forest)
กระบวนการนี้กำหนดให้บุคคลต้องเตรียมพื้นดินที่เหมาะสม
ด้วยการเจริญสติเพื่อให้เข้าถึงสภาวะลื่นไหล (Flow state)
จากนั้นจึงปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยใคร่รู้ และ
คัดกรองคุณค่าหลักที่สำคัญผ่านการตั้งคำถามในระดับอภิปัญญา (Metacognition)
เช่น “อะไรคือสิ่งที่ฉันให้คุณค่า?” หรือ
“ฉันจะทำสิ่งนี้ให้ดีขึ้นได้อย่างไร?”
กิจกรรมสำคัญในการสร้างความคิดที่ถูกต้องประกอบด้วย:
1.การสะท้อนคิดอย่างเป็นระบบ (Self-Reflection):
การหยุดเพื่อทบทวนพฤติกรรม ความคิด และความรู้สึกในสถานการณ์ต่างๆ
ช่วยให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนที่ชัดเจน
การใช้เทคนิคการเขียนบันทึกความรู้สึก (Expressive Writing)
หรือการตอบคำถามนำร่องเกี่ยวกับเป้าหมายชีวิต
ช่วยให้บุคคลไม่หลงลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดไป
2.การฝึกโยนิโสมนสิการ 10 วิธี:
ในทางพุทธจิตวิทยา การฝึกคิดอย่างถูกวิธีประกอบด้วย
การคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย (Analytical),
การคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ (Synthesis),
การคิดแบบสามัญลักษณ์ (Futuristic),
การคิดแบบอริยสัจ (Integrative),
และการคิดแบบคุณค่าแท้คุณค่าเทียม (Critical) เป็นต้น
การฝึกคิดแบบวิภัชชวาที หรือการมองความจริงให้ครบทุกด้าน
เป็นรากฐานสำคัญของการมองโลกตามความเป็นจริง
3.การจัดการความรู้และการตั้งคำถามเชิงรุก:
การใช้กระบวนการสืบเสาะ (Inquiry-based learning) ในชีวิตประจำวัน
เช่น การถามว่า “เรารู้สิ่งที่คิดได้อย่างไร?”
หรือการค้นหาพยานหลักฐานที่คัดค้านความเชื่อเดิมของตนเอง
จะช่วยทลายกำแพงอคติ (Echo Chamber) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65798&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s4S0_VnbQCnYJjfR3SCmb

