• Wed. Nov 4th, 2026

อันดับดัชนีนิติธรรมไทยร่วง เมื่อรัฐไม่โปร่งใส เพิ่มต้นทุนเศรษฐกิจ

อันดับดัชนีนิติธรรมไทยร่วง-เมื่อรัฐไม่โปร่งใส-เพิ่มต้นทุนเศรษฐกิจอันดับดัชนีนิติธรรมไทยร่วง เมื่อรัฐไม่โปร่งใส เพิ่มต้นทุนเศรษฐกิจ

อันดับดัชนีนิติธรรมไทยร่วง เมื่อรัฐไม่โปร่งใส เพิ่มต้นทุนเศรษฐกิจ

อันดับดัชนีนิติธรรมไทยร่วง เมื่อรัฐไม่โปร่งใส เพิ่มต้นทุนเศรษฐกิจ

“ดัชนีนิติธรรม” ไทยร่วงอันดับ 80 จาก 143 ประเทศ ชี้ 7 ใน 8 ด้านต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดยเฉพาะการปลอดคอร์รัปชันในฝ่ายนิติบัญญัติ สะท้อนปัญหาความโปร่งใส กระทบความเชื่อมั่น การแข่งขัน และต้นทุนเศรษฐกิจ แนะรัฐเร่งเปิดข้อมูลตรวจสอบได้

  • อันดับดัชนีนิติธรรมของไทยปี 2026 ตกไปอยู่ที่ 80 จาก 143 ประเทศ โดยมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 7 ใน 8 ด้าน
  • ปัญหาหลักเกิดจากฝ่ายนิติบัญญัติที่ขาดความโปร่งใสและการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
  • การไม่เปิดเผยข้อมูลภาครัฐสร้างความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ เพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ และกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนจากต่างชาติ
  • ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขคือการเร่งให้ภาครัฐ โดยเฉพาะรัฐสภาและ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและสร้างความโปร่งใส

กรุงเทพธุรกิจ และ ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลเพื่อนำไปสู่การป้องกันทุจริตคอร์รัปชัน

รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค และ นายศุภวิชญ์ แก้วคูณนอก ร่วมนำเสนอบทความเกี่ยวกับผลการจัดอันดับดัชนีนิติธรรมทั่วโลก (Rule of Law Index) จัดทำโดย World Justice Project

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการประกาศผลการจัดอันดับดัชนีนิติธรรมทั่วโลก (Rule of Law Index) จัดทำโดย World Justice Project โดย ผลการจัดอันดับด้านหลักนิติธรรมของประเทศไทยในปี 2026 ที่ตกลงจากอันดับ 77 ไปอยู่ที่ อันดับ 80 จาก 143 ประเทศ 

ทั้งนี้จากคะแนนการชี้วัด 8 ด้าน ประเทศไทยมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก ถึง 7 ด้าน ตัวเลขเหล่านี้กำลังส่งสัญญาณว่าหลักนิติธรรมของบ้านเรากำลังมีปัญหาอย่างมาก และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

รวมทั้งหากเจาะลึกลงไปจะพบว่าหนึ่งในจุดอ่อนที่สุดของไทยอยู่ที่ฝ่ายนิติบัญญัติ โดยตัวชี้วัดเรื่องการไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนได้คะแนนเพียง 0.26 คะแนน ต่ำที่สุดในบรรดาตัวชี้วัดย่อยทั้งหมดของประเทศ 

เรื่องนี้น่ากังวลเป็นพิเศษ เพราะรัฐสภามีหน้าที่ออกกฎหมาย อนุมัติงบประมาณ และตรวจสอบรัฐบาล หากสถาบันที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเองยังมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ ก็ย่อมกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองและกระบวนการยุติธรรมโดยรวม

คำถามสำคัญ คือ เหตุใดประเทศไทยที่มีกฎหมายจำนวนมาก และมีหน่วยงานตรวจสอบอยู่แทบทุกระดับ จึงยังเผชิญปัญหาเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่ระบบการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ เพราะทุกครั้งที่มีการใช้อำนาจ ย่อมต้องมีข้อมูลให้ตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจ ตัดสินใจด้วยเหตุผลอะไร และมีใครได้รับประโยชน์จากการตัดสินใจนั้นบ้าง หากประชาชนเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ยาก การตรวจสอบความผิดปกติและการรวบรวมหลักฐานเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมก็ย่อมทำได้ยากตามไปด้วย

เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อกระบวนการยุติธรรม เพราะเมื่อข้อมูลถูกปิดหรือเข้าถึงได้ยาก ผู้ที่มีอำนาจหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาครัฐย่อมอาจได้รับความได้เปรียบเหนือประชาชนทั่วไป 

ขณะที่การตรวจสอบว่ามีการเอื้อประโยชน์หรือกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นหรือไม่ก็ทำได้ยากขึ้น สุดท้ายคนที่ต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมอาจเป็นฝ่ายเสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเสียด้วยซ้ำ

นักธุรกิจต้องการข้อมูลที่โปร่งใส

ผลกระทบเหล่านี้ยังขยายไปถึงระบบเศรษฐกิจ เพราะนักลงทุนและผู้ประกอบการต่างต้องการกติกาที่ชัดเจนและเป็นธรรม ลองนึกถึงบริษัทขนาดเล็กที่ต้องแข่งขันประมูลงานกับบริษัทที่มีความใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ 

หากข้อมูลโครงการไม่เปิดเผยอย่างทั่วถึง หรือกติกาถูกบังคับใช้อย่างไม่เท่าเทียม ธุรกิจที่มีความสามารถอาจเสียโอกาสให้กับผู้ที่มีเส้นสายมากกว่า ส่งผลให้การแข่งขันบิดเบือน และประเทศอาจไม่ได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพดีที่สุดจากเงินที่จ่ายไป

ปัญหานี้ยังทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจสูงขึ้น เพราะผู้ประกอบการต้องเผชิญความไม่แน่นอนของกฎหมาย ความล่าช้าในการแก้ไขข้อพิพาท และความเสี่ยงจากการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่ต้องพิจารณาว่าหากเกิดปัญหาขึ้นแล้ว จะสามารถพึ่งพากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของประเทศนั้นได้มากน้อยเพียงใด

ดังนั้น หากต้องการฟื้นความเชื่อมั่นต่อหลักนิติธรรมไทย การเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐควรเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยอาจเริ่มจากรัฐสภาที่มีคะแนนด้านการปลอดคอร์รัปชันต่ำที่สุด ทั้งการเปิดเผยรายชื่อผู้ช่วย ส.ส.และ สว.ให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าใครได้รับค่าตอบแทนจากภาษีประชาชน 

รวมถึงเปิดข้อมูลการลงมติและการแปรญัตติงบประมาณ เพื่อให้ติดตามได้ว่าเงินของประเทศถูกจัดสรรไปที่ใด และใครเป็นผู้มีบทบาทในการตัดสินใจ

ป.ป.ช.ควรเพิ่มเวลาเปิดบัญชีทรัพย์สินออนไลน์

ขณะเดียวกัน สำนักงาน ป.ป.ช.ควรขยายระยะเวลาการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองผ่านระบบออนไลน์ จากปัจจุบันที่กำหนดไว้ 180 วัน ให้ประชาชนสามารถติดตามและเปรียบเทียบข้อมูลได้ตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง 

รวมถึงพัฒนาข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่นำไปวิเคราะห์ต่อได้สะดวกขึ้น เพราะการตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลหลายช่วงเวลา ไม่สามารถพิจารณาจากบัญชีทรัพย์สินเพียงครั้งเดียวได้

นอกจากนี้ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมควรเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินคดี ระยะเวลาการพิจารณาคดี และคำพิพากษาที่ประชาชนสามารถสืบค้นได้ โดยคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้สังคมเห็นว่ากฎหมายถูกบังคับใช้อย่างเสมอภาคหรือไม่ และปัญหาความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นที่ขั้นตอนใด

ดัชนีนิติธรรมบ่งชี้ภาพลักษณ์คอร์รัปชัน

เราต้องไม่ลืมว่าคะแนนด้านการปลอดคอร์รัปชันของดัชนีนิติธรรม ยังเป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลที่ใช้คำนวณดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ของ Transparency International อีกด้วย 

ดังนั้น การที่คะแนนด้านนี้ของไทยลดลงจาก 0.45 เหลือ 0.44 ในปี 2026 จึงเป็นอีกสัญญาณที่ต้องจับตาว่า CPI ประจำปี 2026 ซึ่งจะประกาศในช่วงต้นปี 2027 อาจมีความเสี่ยงที่จะปรับลดลงตามไปด้วย ฉะนั้น อย่ารอให้คะแนน CPI ตกลงไปอีก แล้วค่อยกลับมาถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าอันดับหลักนิติธรรมที่ตกลง คือต้นทุนที่คนไทยต้องจ่ายจากความไม่โปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมายที่ยังมีปัญหา ทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไป การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และความเชื่อมั่นที่ลดลง 

หากประเทศไทยต้องการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงและดึงดูดการลงทุนในระยะยาว การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจำเป็นต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน เพราะประเทศที่ประชาชนตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ ย่อมมีโอกาสสร้างความเป็นธรรมและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจได้มากกว่า

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1259136&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jahpGDDnJByetsmHJDg-3