แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมสรรพสามิตได้เสนอโครงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าดับเบิ้ลพลัส (MTC EV++) วงเงิน 6,800 ล้านบาท เพื่อขอรับการสนับสนุนจากเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยจะอุดหนุนประชาชนที่ซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ที่ผลิตในประเทศคันละ 17,000 บาท รวม 400,000 คัน ทั่วประเทศ ในปีงบประมาณ 2570 ผ่านผู้ผลิตในรูปแบบส่วนลดหรือเงินดาวน์ เพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและเร่งการเปลี่ยนผ่านจากรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
กรมสรรพสามิตระบุว่า ปัจจุบันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยรถยนต์ BEV จดทะเบียนใหม่เพิ่มจาก 1,950 คันในปี 2564 เป็น 122,561 คันในปี 2568 หรือร้อยละ 20.23 ของตลาดรถยนต์ใหม่ แต่ตลาดรถจักรยานยนต์กลับเปลี่ยนผ่านได้จำกัด ในปี 2568 มีรถจักรยานยนต์ BEV จดทะเบียนใหม่เพียง 23,971 คัน หรือร้อยละ 1.38 ของตลาดรถจักรยานยนต์ใหม่ทั้งหมด แม้รถจักรยานยนต์จะเป็นยานพาหนะหลักของประชาชน
แต่อุปสรรคสำคัญคือราคาซื้อเริ่มต้นที่ยังสูงเมื่อเทียบกับกำลังซื้อ ประกอบกับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และแรงงานที่ใช้รถจักรยานยนต์ประกอบอาชีพ ยังมีข้อจำกัดด้านเงินดาวน์และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขณะที่ตลาดที่มีขนาดเล็กทำให้การลงทุนด้านการผลิต ชิ้นส่วน แบตเตอรี่ ระบบสลับแบตเตอรี่ และโครงสร้างพื้นฐานยังขยายตัวได้ไม่เต็มศักยภาพ ต้นทุนการผลิตจึงยังอยู่ในระดับสูง
สำหรับกลไกการดำเนินโครงการ ผู้แทนจำหน่ายจะบันทึกรายการซื้อขายและหมายเลขประจำตัวรถ (VIN) ผ่านระบบบริหารโครงการ ให้ผู้มีสิทธิยืนยันข้อมูลก่อนส่งมอบรถ จากนั้นระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลการจดทะเบียนและตรวจสอบคุณสมบัติ ผู้ผลิตจะยื่นคำขอรับเงินชดเชยให้กรมสรรพสามิตรับรอง ก่อนส่งให้ธนาคารออมสินเบิกจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้ผลิตที่ได้จ่ายเงินสนับสนุนแทนภาครัฐไปแล้ว พร้อมระบบป้องกันการใช้สิทธิซ้ำซ้อน
ส่วนของอัตราสนับสนุน กรมสรรพสามิตคำนวณจากราคารถจักรยานยนต์ BEV เฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 50,000 บาท เมื่อนำเงินอุดหนุน 17,000 บาทไปใช้เป็นเงินดาวน์ เงินต้นจะลดลงเหลือราว 33,000 บาท ภาระผ่อนต่อเดือนลดจากประมาณ 2,071 บาท เหลือ 1,367 บาท หรือลดลงราวร้อยละ 34 ภายใต้สมมติฐานเช่าซื้อ 36 เดือน ดอกเบี้ย EIR ร้อยละ 23 ต่อปี
ขณะที่อัตราส่วนหนี้ต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ลดลงจากราวร้อยละ 100 เหลือร้อยละ 66 ช่วยลดความเสี่ยงของสถาบันการเงิน
ด้านต้นทุนพลังงาน ข้อเสนอระบุว่าผู้ใช้รถจักรยานยนต์ BEV จะประหยัดค่าพลังงานได้ราว 5,700 บาทต่อคันต่อปี ภายใต้สมมติฐานการใช้งาน 1,000 กิโลเมตรต่อเดือน เทียบกับรถสันดาปที่สิ้นเปลือง 60 กิโลเมตรต่อลิตร ราคาแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ 36 บาทต่อลิตร และรถไฟฟ้าที่ใช้พลังงาน 30 Wh ต่อกิโลเมตร ค่าไฟเฉลี่ย 4 บาทต่อหน่วย ทำให้เงินอุดหนุน 17,000 บาทสามารถชดเชยได้จากค่าพลังงานที่ประหยัดภายในราว 3 ปี
ส่วนการกำหนดเป้าหมาย 400,000 คัน กรมสรรพสามิตให้เหตุผลว่าเมื่อรวมกับจำนวนรถจักรยานยนต์ BEV ที่จดทะเบียนสะสมในปัจจุบัน ไทยจะมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสะสมราว 500,000 คัน ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด และเปิดทางให้ตลาดเติบโตด้วยกลไกตลาดโดยลดการพึ่งพาการอุดหนุนของรัฐในอนาคต
อย่างไรก็ดีโครงการกำหนดตัวชี้วัดให้รถที่ได้รับการสนับสนุนร้อยละ 100 ต้องผลิตหรือประกอบในประเทศและผ่านเกณฑ์ด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย ตั้งเป้าให้จำนวนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและจดทะเบียนใหม่ในปีงบประมาณ 2570 เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 200 เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2569 ลดการใช้น้ำมันไม่น้อยกว่า 18 ล้านลิตรต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่น้อยกว่า 45,000 ตันต่อปี
ขณะที่การประเมินความคุ้มค่า กรมสรรพสามิตคาดว่าโครงการจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน 3,379.20 ล้านบาทต่อปี ลดต้นทุนพลังงานและการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน 2,280 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 204,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าการลดต้นทุนทางสังคม 1,279.08 ล้านบาทต่อปี โดยใช้ต้นทุนทางสังคมราว 6,270 บาทต่อตัน และอัตราการปล่อยของรถสันดาป 42.5 กรัมต่อกิโลเมตร
ส่วนแผนการใช้จ่ายเงินรายเดือนกำหนดเริ่มเบิกจ่ายในเดือนพฤศจิกายน 485.4690 ล้านบาท และสูงสุดในเดือนธันวาคม 619.4120 ล้านบาท ก่อนทยอยเบิกจ่ายเดือนละราว 421-604 ล้านบาท ส่วนเดือนกันยายน 2570 ตั้งไว้ 1,372.8180 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเดือนอื่น เนื่องจากรวมยอดของเดือนกันยายน 611.8640 ล้านบาท ตุลาคม 570.1970 ล้านบาท พฤศจิกายน 133.5299 ล้านบาท และธันวาคม 2570 อีก 57.2271 ล้านบาท
กรมสรรพสามิต ระบุว่าโครงการพร้อมดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องใช้พื้นที่ก่อสร้าง มีบุคลากรและระบบสารสนเทศรองรับ โดยจะพัฒนาระบบเพิ่มเติมในส่วนการขึ้นทะเบียน ตรวจสอบสิทธิ และเบิกจ่าย พร้อมยืนยันว่าวงเงินไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณหรือมาตรการอื่น และเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ไม่สามารถใช้งบประมาณประจำปี 2569 และ 2570 ได้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/672785&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k99z4j08cBTCIu8ysfFpD

