จบลงไปแล้วกับการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ที่จัดเมื่อวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งนับเป็นวาระแห่งชาติเลยก็ว่าได้ เนื่องด้วยในวันดังกล่าวมีการกำหนดให้หน่วยงานราชการในกรุงเทพฯ สถาบันทางการเงิน และธนาคาร Work From Home ได้
ขณะเดียวกัน การประชุมครั้งนี้ก็เป็นที่สนใจของประชาชน โดยเฉพาะภาคประชาสังคม เนื่องด้วยในพื้นที่ข้างเคียงมีการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ แม้ว่าการสื่อสารที่ออกไปอาจสร้างความ(ไม่)เข้าใจให้สังคม ถึงเหตุผลของการชุมนุมครั้งนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเด็นทั้งหลายไม่ควรถูกมองข้าม เพราะการลงทุนขนาดใหญ่ที่ตามมา อาจไม่ได้มีเพียงผลดีจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่อาจมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต หรือแม้แต่ประเด็นตัดขวาง (Intersectionality) ที่มักส่งผลเสียต่อกลุ่มคนชายขอบอย่างมาก
ผู้อ่านหลายท่านอาจเห็นข่าวของการประท้วงแล้ว บางท่านอาจเห็นด้วย บางท่านอาจไม่เห็นด้วย และบางท่านอาจไม่เข้าใจ ซึ่งนั่นไม่แปลก เพราะประเด็นที่มีการออกมาประท้วงล้วนเป็นประเด็นที่ว่าด้วยความยากลำบากของวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งพันผูกกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่มาอย่างเนิ่นนานก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการเล่าเรื่องราว
วันนี้จึงอยากชวนผู้อ่านมาทำความเข้าใจประเด็นหนึ่งที่อาจไม่ได้อยู่ในความสนใจของโลกกระแสหลัก แต่กลับเกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกครอบครัว นั่นคือ ‘ผู้หญิง’
ราคาที่ผู้หญิงต้องจ่าย ในวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่ผันผวน ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนผลกระทบจากภัยพิบัติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความสามารถของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณ และดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน
ปัญหาดังกล่าวยิ่งซับซ้อนมากยิ่งขึ้นสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เพราะนอกจากจะต้องรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นภายในประเทศแล้ว ยังต้องเผชิญต้นทุนการกู้ยืมและเงื่อนไขทางการเงินในตลาดโลก ซึ่งอาจจำกัดการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ และการสร้างหลักประกันทางสังคมให้แก่ประชาชน
หนึ่งในแนวทางที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในการจัดการกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะ คือ ‘มาตรการรัดเข็มขัด’ (Austerity) ซึ่งหมายถึง ชุดนโยบายการคลังที่มุ่งควบคุมการขาดดุลและภาระหนี้ของรัฐบาล ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การตัดงบประมาณ หรือการเพิ่มรายได้ผ่านภาษีและค่าธรรมเนียม
อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการเหล่านี้อาจมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง แต่การลดรายจ่ายภาครัฐไม่ได้หมายความว่าความต้องการของประชาชนจะลดลงตามไปด้วย เพราะแม้ว่าประชาชนจะไม่สามารถเข้าถึงระบบสวัสดิการได้ แต่ภาระเหล่านั้นก็ยังอยู่ เพียงถูกผลักกลับไปให้รับผิดชอบด้วยตนเอง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในสังคมยังคงคาดหวังให้ ‘ผู้หญิง’ ต้องเข้ามารับภาระดังกล่าว
งานของผู้หญิงที่ไร้ค่าจ้าง แต่เป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ
ในโลกที่ยังคาดหวังให้ ‘ผู้หญิง’ เป็นผู้ดูแลครอบครัว ทั้งที่ผู้หญิงเหล่านั้นก็เป็นแรงงานที่ต้องหารายได้ไปพร้อมกับการดูแลบุตรหลาน ผู้สูงอายุ และสมาชิกในครอบครัว ซึ่งถือเป็นงานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่กลับไม่ได้รับค่าตอบแทน และมักไม่ถูกนับรวมเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น
ดังนั้นการลดลงของบริการสาธารณะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทุกคนในลักษณะเดียวกัน เพราะเมื่อรัฐลดงบประมาณด้านบริการสาธารณะ อาจส่งผลให้ภาระที่เคยได้รับการสนับสนุนจากระบบบริการเหล่านั้นตกอยู่กับผู้หญิงในบ้านเรือนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดชั่วโมงทำงานเพื่อแบ่งเวลามาดูแลคนในครอบครัว หรือการลาออกจากงานเพื่อทำงานดูแลในบ้าน รวมถึงการนำรายได้ของตนเองมาใช้จ่ายเพื่อทดแทนบริการที่ไม่สามารถเข้าถึงได้
อีกนัยหนึ่งอาจสะท้อนภาพเส้นทางคู่ขนานที่แตกต่างกัน ภาพของรัฐที่พยายามประหยัดเพื่อรักษาสมดุลทางการคลัง ในขณะที่ประชาชนต้องควักเงินในกระเป๋าออกมาใช้จ่ายมากขึ้นเนื่องจากไร้ระบบบริการ
อันสะท้อนภาพความย้อนแย้งของระบบเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมรายจ่าย แต่กลับไม่ได้นับต้นทุนของประชาชนที่มองไม่เห็น เพราะแม้ว่าการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และสมาชิกในครอบครัว อาจไม่ได้สร้างรายได้โดยตรง แต่งานเหล่านี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แรงงานคนอื่นในครอบครัวออกไปทำงานได้ ทำให้ครอบครัวดำรงอยู่ได้ และทำให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้
ดังนั้น ‘งานดูแลที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน’ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัว แต่เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ และความสามารถของรัฐในการสร้างหลักประกันทางสังคม เพราะเมื่อภาระดังกล่าวตกอยู่กับผู้หญิงอย่างไม่เป็นธรรม การลดรายจ่ายภาครัฐจึงอาจกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนชีวิตให้แก่ผู้หญิงไปพร้อมกัน
หนี้สาธารณะบนบ่าของผู้หญิง
นอกเหนือจากการลดงบประมาณด้านบริการสาธารณะแล้ว ภาระการชำระหนี้ของรัฐบาลยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางเพศ
เพราะเมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องนำรายได้ส่วนหนึ่งไปชำระหนี้และดอกเบี้ย ย่อมส่งผลให้งบประมาณสำหรับการจัดบริการสาธารณะ การลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และการสร้างหลักประกันทางสังคมมีข้อจำกัดมากขึ้น หรือกล่าวได้ว่าลดลง
รายงานของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาระการชำระหนี้ภาครัฐกับความเหลื่อมล้ำทางเพศ โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากประเทศกำลังพัฒนาจำนวน 85 ประเทศ พบว่าภาระการชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้นมีความเชื่อมโยงกับการสูญเสียงานของผู้หญิงประมาณ 55 ล้านตำแหน่ง และการลดลงของรายได้ต่อหัวของผู้หญิง 17% ขณะที่รายได้ต่อหัวของผู้ชายไม่ได้ลดลงในระดับเดียวกัน
สะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบจากการจัดการหนี้สาธารณะไม่ได้หยุดอยู่เพียงงบประมาณของรัฐบาล หรือความสามารถในการชำระหนี้ แต่ยังส่งผ่านไปถึงรายได้ โอกาสในการทำงาน และความมั่นคงในชีวิต
อย่างไรก็ตาม การกู้ยืมหรือการชำระหนี้ไม่ได้นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางเพศโดยอัตโนมัติ เพราะขึ้นอยู่กับโครงสร้างหนี้ วิธีการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และการเลือกจัดสรรงบประมาณของรัฐ
แต่สิ่งที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือ การแก้ไขปัญหาหนี้สินของรัฐไม่ควรต้องแลกมาด้วยการลดบริการสาธารณะของประชาชน หรือทำให้โอกาสในการทำงานและรายได้ลดลง เพราะผลกระทบดังกล่าวอาจยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะต่อผู้หญิง
เสียงของผู้หญิงที่หายไปในกระบวนการนโยบายที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเธอ
การพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ควรพิจารณาผ่านมิติทางเพศ เพราะในหลายพื้นที่ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม พลังงาน หรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ อาจนำมาซึ่งการจ้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็อาจเปลี่ยนแปลงทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอยู่เดิม
โดยผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนในลักษณะเดียวกัน เพราะเมื่อทรัพยากรชุมชนถูกเปลี่ยนเป็นสินค้า ย่อมส่งผลให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่มักรับภาระดูแลครอบครัวและได้รับผลกระทบทางตรง
เมื่อทรัพยากรที่เคยหาใช้ได้ในชีวิตประจำวันกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงยาก ทำให้ผู้หญิงที่ดูแลบ้านอาจต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อจัดหาสิ่งจำเป็นให้ครอบครัว ขณะที่แรงงานหญิงบางส่วนอาจไม่สามารถประกอบอาชีพเดิมได้จากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง จึงนำไปสู่การเปลี่ยนอาชีพหรือรับภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการประเมินผลกระทบจากการพัฒนา ไม่ควรพิจารณาเพียงมูลค่าการลงทุน จำนวนตำแหน่งงาน หรือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ แต่ควรพิจารณาด้วยว่าใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ใครต้องแบกรับผลกระทบ และใครมีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตของชุมชนตนเอง เพราะแม้โครงการพัฒนาจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด แต่หากผู้คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงกลับไม่มีโอกาสส่งเสียงหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การพัฒนานั้นก็อาจไม่ได้นำไปสู่ความเป็นธรรม
โดยเฉพาะ ‘แรงงานหญิง’ ที่เป็นผู้หญิงธรรมดาทั่วไป ซึ่งไม่เคยได้รับเชิญให้เข้าไปอยู่ในกระบวนการกำหนดนโยบาย ทั้งที่พวกเธอต้องรับผลจากนโยบายเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลครอบครัวจากการไร้ระบบบริการสาธารณะ การแบกรับภาระทางการเงินของครอบครัวในระบบเศรษฐกิจที่ล่มสลาย การต้องจำยอมต่อสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงจากโครงการขนาดใหญ่ การมีส่วนร่วมทางสังคมเพื่อสิทธิของแรงงานสตรี หรือแม้แต่การตกเป็นเหยื่อความรุนแรงและความไม่เป็นธรรมในระบอบแรงงาน
โอกาสและความเสี่ยงของผู้หญิงบนเศรษฐกิจสมัยใหม่ในแพลตฟอร์มออนไลน์
ภายในการประชุม IMF ได้หยิบยกประเด็นความรุนแรงต่อแรงงานหญิง รวมถึงความไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมแรงงานยุคใหม่ หรือการทำงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า แพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นช่องทางรายได้ให้ผู้คนจำนวนมาก จากการเป็นผู้ให้บริการอิสระ หรือเป็นแรงงานที่รับงานผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงรายได้ และจัดสรรเวลาการทำงานได้มากขึ้น
โดยเฉพาะต่อ ‘แรงงานหญิง’ ที่ต้องดูแลครอบครัวควบคู่ไปด้วย เนื่องจากการทำงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สามารถเป็นช่องทางหารายได้ และทำให้แบ่งเวลาให้กับครอบครัวได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ความยืดหยุ่นดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าแรงงานจะได้รับความคุ้มครองอย่างเพียงพอเสมอไป เพราะในการทำงานบางรูปแบบ แรงงานอาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำงานด้วยตนเอง เผชิญกับรายได้ที่ไม่แน่นอน หรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสวัสดิการและหลักประกันทางสังคม
อย่างกรณีพนักงานขับรถส่งลูกค้าบนแพลตฟอร์มบริการขนส่งและการเดินทางต่างๆ นอกจากจะพบเหยื่อเป็นผู้รับบริการแล้ว ยังพบเหยื่อที่เป็นผู้ให้บริการ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในที่ทำงาน
โดยในการประชุม IMF ได้พูดถึงกรณีของแรงงานหญิงที่ถูกล่อลวงไปยังบริเวณบ้านร้างเพื่อข่มขืนและฆ่า ที่แม้ว่าเธอจะรอดพ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่กลับไม่ได้รับการเยียวยา เพราะไม่มีนโยบายรับรองความปลอดภัยและแนวทางการร่วมรับผิดชอบ
แม้ว่าจะมีอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) ที่พูดถึงงานที่มีคุณค่าในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Decent Work in the Platform Economy) จากปัญหาแรงงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วโลก แต่ก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่า แรงงานหญิงยัง ‘มีความเสี่ยงมากกว่า’ อยู่ดี
เศรษฐกิจที่เป็นธรรม ต้องไม่ปล่อยให้ผู้หญิงแบกรับต้นทุนเพียงลำพัง
เมื่อมองย้อนกลับไปยังประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นมาตรการรัดเข็มขัด ภาระหนี้สาธารณะ การลดงบประมาณด้านบริการสาธารณะ ผลกระทบจากการพัฒนา หรือความเสี่ยงในการทำงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ อาจพบว่าปัญหาเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นคนละเรื่องกัน แต่กลับมีจุดร่วมสำคัญประการหนึ่ง นั่นคือเมื่อระบบเศรษฐกิจเผชิญกับวิกฤต จะทำให้ ‘ความสามารถในการรับมือวิกฤตไม่เท่าเทียมกัน จากภาระของคนที่แตกต่างกัน’
‘ผู้หญิงที่ต้องดูแลครอบครัว’ อาจต้องเสียโอกาสในการทำงานเมื่อบริการสาธารณะไม่เพียงพอ ‘แรงงานหญิง’ อาจสูญเสียรายได้หรืออาชีพเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ‘ผู้หญิงในชุมชน’ อาจต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และ ‘ไรเดอร์ผู้หญิง’ ก็อาจต้องรับมือกับความเสี่ยงที่ไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม
ดังนั้นการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจจึงต้องคำนึงถึงมิติทางเพศที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้หญิงในตลาดแรงงาน หรือการส่งเสริมให้ผู้หญิงมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าผู้หญิงทำงานได้อย่างปลอดภัย มีรายได้เพียงพอ เข้าถึงบริการสาธารณะ และมีอำนาจในการตัดสินใจในชีวิตของตนเองมากน้อยเพียงใด
เพราะหากผู้หญิงยังถูกมองเป็นเพียงผู้รับผลกระทบจากนโยบาย แทนที่จะเป็นผู้มีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็อาจดำรงอยู่ต่อไป แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวแล้วก็ตาม
แม้ว่าการประชุมจะจบลงแล้ว แต่คำถามเกี่ยวกับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจยังต้องดำเนินต่อไป เพราะ ‘แรงงานทุกคน’ ยังต้องตื่นขึ้นมาทำงานในวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน ดังนั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงไม่ควรถูกวัดจากตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นจากการเติบโตนั้นหรือไม่ โดยไม่ปล่อยให้ผู้หญิงต้องแบกรับภาระงานดูแลโดยไม่มีหลักประกัน
ที่มา:
– https://themomentum.co/gender-capitalist-patriarchy/
– https://www.ilo.org/resource/article/how-will-ilos-latest-convention-promote-decent-work-platform-economy
– https://theisaanrecord.co/2026/08/06/women-defenders-economic-justice/
– https://thestandard.co/imf-debt-crisis-developing-countries/
– https://thestandard.co/thai-rider-platform-injustice-imf-worldbank/
– https://www.the101.world/imf-worldbank-protestors-demands/
– https://www.undp.org/publications/who-pays-price-gender-inequality-and-sovereign-debt
Tags: IMF, ผู้หญิง, งานบ้าน, แรงงานหญิง, การประชุมประจำปี
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/gender-imf/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vfgaFkSvvHFw8dnigaocJ

