จากความเข้มแข็งรับมือวิกฤต สู่โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ: ไอแบงก์เชื่อมไทย–อาเซียน สู่โลกการเงินอิสลาม
เมื่อโลกกำลังเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจจะรับมือกับวิกฤตครั้งต่อไปได้อย่างไร แต่ยังรวมถึงจะระดมเงินทุนจากแหล่งใด เพื่อสร้างโอกาสใหม่และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน การเงินอิสลามจึงกำลังได้รับความสนใจในฐานะอีกหนึ่งกลไกทางการเงินที่มีศักยภาพในการตอบโจทย์ดังกล่าว
การเงินอิสลาม: จากความเข้มแข็งในยามวิกฤต สู่การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ระบบการเงินไม่ได้มีหน้าที่เพียงจัดสรรเงินทุนหรือรักษาเสถียรภาพเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถสนับสนุนภาคธุรกิจและประชาชนให้ปรับตัวต่อความท้าทายใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล หรือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่กลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน
การเงินอิสลาม (Islamic Finance) มีลักษณะสำคัญที่เชื่อมโยงธุรกรรมทางการเงินกับสินทรัพย์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ส่งเสริมการแบ่งปันความเสี่ยงและความรับผิดชอบ ตลอดจนให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมและประโยชน์ต่อสังคม หลักการเหล่านี้ทำให้การเงินอิสลามมีศักยภาพทั้งในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ (Resilience) และการสนับสนุนเงินทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance)
แนวคิดดังกล่าวเป็นหัวใจของเวทีนานาชาติ “Islamic Finance: From Crisis Resilience to Transition Finance” ซึ่งธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ ในฐานะกิจกรรมคู่ขนาน (Affiliated Program) ของการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยมีผู้นำ ผู้บริหารสถาบันการเงิน ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการจากประเทศไทยและต่างประเทศร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตการเงินอิสลาม
เวทีนี้ยังสอดรับกับแนวคิดหลักของประเทศไทย “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ที่ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพประชาชน การพัฒนาเศรษฐกิจให้พร้อมรับความไม่แน่นอน และการออกแบบกลไกทางการเงินเพื่อรองรับความท้าทายในอนาคต
Thailand’s Gateway to Islamic Finance: โอกาสใหม่ของไทยในระบบการเงินโลก
ในขณะที่การเงินอิสลามมีบทบาทเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยมีโอกาสใช้ความได้เปรียบด้านที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมฮาลาล และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศในอาเซียน เพื่อขยายความร่วมมือด้านการเงินและการลงทุนกับประชาคมการเงินอิสลามระดับนานาชาติ
ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้สะท้อนวิสัยทัศน์สำคัญว่า การเงินอิสลามไม่ได้เป็นเพียงกลไกเสริมสร้างความเข้มแข็งในยามวิกฤต แต่ยังสามารถสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่เติบโตและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง
ภายใต้วิสัยทัศน์ “Thailand’s Gateway to Islamic Finance” ไอแบงก์จึงมุ่งยกระดับขีดความสามารถขององค์กร เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงประเทศไทยกับระบบการเงินอิสลามระดับโลก ผ่านการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการเงินระหว่างประเทศ การส่งเสริมโอกาสในการระดมทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และภาคธุรกิจไทยให้เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ
“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการสร้างเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่คือการเปลี่ยนศักยภาพของการเงินอิสลามให้เป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นจริง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ และส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้คนและสังคมในระยะยาว” ดร.ทวีลาภกล่าว
บทบาทดังกล่าวสะท้อนทิศทางการพัฒนาของไอแบงก์ที่มองไกลกว่าการให้บริการทางการเงินภายในประเทศ ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายความร่วมมือที่สามารถเชื่อมโยงเงินทุน องค์ความรู้ และโอกาสการลงทุนระหว่างประเทศไทย อาเซียน และโลกการเงินอิสลาม
เมื่ออนาคตของการเงินอิสลามไม่ได้วัดเพียงปริมาณเงินทุน แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่น
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจจากเวทีครั้งนี้ คือบทบาทของธรรมาภิบาลในการกำหนดอนาคตของระบบการเงินอิสลาม ซึ่งได้รับการเน้นย้ำโดย H.E. Dr. Muhammad Sulaiman Al Jasser ประธานกลุ่มธนาคารพัฒนาอิสลาม (IsDB Group Chairman) ผู้กล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการเงิน การระดมทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน และบทบาทของอาเซียนในระบบการเงินอิสลามโลก
การเงินอิสลามได้พัฒนาจากระบบการเงินเฉพาะกลุ่มสู่การเป็นอุตสาหกรรมระดับโลกที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีศักยภาพในการระดมทุนระยะยาวเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาอย่างทั่วถึง
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากปราศจากรากฐานของสถาบันการเงินที่เข้มแข็งและได้รับความไว้วางใจ
“อนาคตของการเงินอิสลามไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่าเราจะสามารถระดมเงินทุนได้มากเพียงใด แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพ ความซื่อสัตย์สุจริต และประสิทธิผลของสถาบันที่ทำหน้าที่บริหารจัดการและนำเงินทุนเหล่านั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์” เป็นสาระสำคัญที่ Dr. Al Jasser เน้นย้ำ
หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ จึงไม่ใช่เพียงข้อกำหนดในการดำเนินธุรกิจ แต่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ระบบการเงินสามารถสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว
IsDB มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานและพัฒนาระบบนิเวศการเงินอิสลามระดับโลก ทั้งการส่งเสริมมาตรฐานการกำกับดูแลและการพัฒนาตลาดศุกูก (Sukuk) โดยนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ IsDB ได้ออกศุกูกสะสมมูลค่าประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อระดมทุนสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
สำหรับประเทศไทย ความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบการเงินอิสลามและบทบาทของไอแบงก์สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการยกระดับความร่วมมือกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ โดยมีความเข้มแข็งของสถาบันและความน่าเชื่อถือเป็นรากฐานสำคัญ
จากหลักการทางการเงิน สู่เครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลง
ศักยภาพของการเงินอิสลามไม่ได้จำกัดอยู่ที่การให้บริการทางการเงินตามหลักชะรีอะฮ์เท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนาเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์การลงทุนและความต้องการทางเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างหลากหลาย
ศุกูก (Sukuk) เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สามารถใช้ระดมทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และโครงการพัฒนาอย่างยั่งยืน ขณะที่รูปแบบการเงินที่ส่งเสริมการแบ่งปันความเสี่ยง เช่น Musharakah และ Mudharabah มีศักยภาพในการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงและการเติบโตของผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ การเงินอิสลามเพื่อสังคม (Islamic Social Finance) เช่น ซะกาต (Zakat) และวะกัฟ (Waqf) ยังสามารถมีส่วนช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและสนับสนุนกลุ่มเปราะบางในสังคม เมื่อมีการออกแบบกลไกบริหารจัดการที่เหมาะสมและโปร่งใส
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ซึ่งกล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำว่า การเงินอิสลามมิใช่เพียงระบบบริการทางการเงิน แต่เป็นแนวคิดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของคุณธรรม ความรับผิดชอบ และเจตนารมณ์สูงสุดแห่งหลักชะรีอะฮ์ หรือ Maqasid al-Shariah (มะกอศิด อัชชะรีอะฮ์) ที่มุ่งส่งเสริมความยุติธรรม ความเสมอภาค และประโยชน์สุขของสังคมส่วนรวม
หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาระบบการเงินที่ยั่งยืนไม่ควรมุ่งพิจารณาเฉพาะผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ แต่ต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน
ASEAN’s Opportunity: เชื่อมความร่วมมือ สร้างระบบนิเวศการเงินอิสลามแห่งอนาคต
อาเซียนนับเป็นภูมิภาคที่มีโอกาสสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือด้านการเงินอิสลาม โดยเฉพาะการเชื่อมโยงประสบการณ์จากประเทศที่มีระบบการเงินอิสลามพัฒนาแล้ว เข้ากับศักยภาพทางเศรษฐกิจและความต้องการเงินทุนเพื่อการพัฒนาในภูมิภาค
ประเด็นดังกล่าวได้รับการแลกเปลี่ยนในเวทีเสวนา “Islamic Finance — From Resilience to Transition: Evidence, Instruments, and ASEAN’s Opportunity” โดยผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้แก่ ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ มิสเตอร์ อาร์กา เอ็ม นูกราฮา รองกรรมการผู้จัดการ Bank Syariah Nasional (BSN) แห่งประเทศอินโดนิเซีย และ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดาโต๊ะ ดร.โมฮัมหมัด อัซมี โอมาร์ อธิการบดีและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มหาวิทยาลัย INCEIF ประเทศมาเลเซีย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.มูร์นิอาตี มุคลิซิน ผู้แทน IFESDC เป็นผู้ดำเนินรายการ
การแลกเปลี่ยนมุมมองครอบคลุมตั้งแต่การสร้างความเข้มแข็งของสถาบันการเงิน การขยายโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินสำหรับ SMEs และกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ไปจนถึงการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระดับภูมิภาคยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานทางการเงินที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ การพัฒนากรอบการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance Taxonomy) และการกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยสร้างรากฐานสำหรับการระดมทุนและการลงทุนข้ามพรมแดนอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับประเทศไทย การเชื่อมโยงระบบการเงินอิสลามกับเศรษฐกิจฮาลาล การพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs และความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างประเทศ อาจเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ
จากเวทีระดับโลก สู่ความร่วมมือที่สร้างคุณค่าได้จริง
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของการเงินอิสลามในอนาคตอาจไม่สามารถวัดได้เพียงขนาดสินทรัพย์หรือปริมาณเงินทุนที่ระดมได้ แต่ต้องสะท้อนผ่านคุณค่าที่เกิดขึ้นกับประชาชน ความเข้มแข็งของชุมชน และผลลัพธ์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน
สำหรับไอแบงก์ การจัดเวทีระดับนานาชาติครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการนำเสนอศักยภาพของการเงินอิสลาม แต่เป็นโอกาสในการสร้างความเข้าใจ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และวางรากฐานความร่วมมือระหว่างประเทศไทย อาเซียน ตะวันออกกลาง และเครือข่ายการเงินอิสลามระดับโลก
ดังที่ ดร.ทวีลาภ ได้เน้นย้ำในช่วงปิดงานว่า เวทีครั้งนี้มิใช่เพียงการแลกเปลี่ยนมุมมอง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดองค์ความรู้ พัฒนาแนวทางความร่วมมือ และผลักดันแนวคิดด้านการเงินอิสลามสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
เพราะในโลกที่ความเปลี่ยนแปลงกลายเป็นความท้าทายร่วมกัน อนาคตของการเงินไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่าเราจะรับมือกับวิกฤตได้ดีเพียงใด แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นโอกาส และเปลี่ยนความร่วมมือให้เป็นการเติบโตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/social-biz/671798&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AIySQP2kTxhP7KHc-shTd

