• Mon. Oct 19th, 2026

นักเศรษฐศาสตร์เตือน ความเสี่ยงซ้อน ฉุดเศรษฐกิจไทยยิ่งเปราะบาง

นักเศรษฐศาสตร์เตือน-ความเสี่ยงซ้อน-ฉุดเศรษฐกิจไทยยิ่งเปราะบางนักเศรษฐศาสตร์เตือน ความเสี่ยงซ้อน ฉุดเศรษฐกิจไทยยิ่งเปราะบาง
นักเศรษฐศาสตร์เตือน ความเสี่ยงซ้อน ฉุดเศรษฐกิจไทยยิ่งเปราะบาง

นักเศรษฐศาสตร์เตือน ความเสี่ยงซ้อน ฉุดเศรษฐกิจไทยยิ่งเปราะบาง

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์กรณีที่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอาจพลิกกลับมาขาดดุล 1.2% ของ GDP ในปี 2569 จากที่เคยเกินดุลในปี 2568 ว่า ยังไม่ใช่สัญญาณวิกฤติด้านต่างประเทศแบบปี 2540

เนื่องจากไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิมากกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมหนี้ต่างประเทศระยะสั้นได้ประมาณ 2.8 เท่า และใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ต่างจากช่วงวิกฤติที่ไทยตรึงค่าเงินบาทและพึ่งพาเงินกู้ระยะสั้นจากต่างประเทศ

ส่ององค์ประกอบของการขาดดุล

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือองค์ประกอบของการขาดดุล โดยเฉพาะราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นฉับพลัน ซึ่งทำให้รายได้ที่ควรหมุนเวียนในประเทศไหลออกไปจ่ายให้ประเทศผู้ส่งออกพลังงาน ขณะที่ไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 7% ของ GDP ตามข้อมูลที่อ้างถึงจากธนาคารโลก

ส่วนการนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และศูนย์ข้อมูลนั้นมีโอกาสสร้างกำลังการผลิตและรายได้จากการส่งออกในอนาคต จึงต้องแยกให้ออกระหว่างการขาดดุลเพื่อการลงทุน กับการขาดดุลจากต้นทุนพลังงานที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มกลับคืนมาโดยตรง

เตือนพลังงานแพงซ้ำเติมเงินบาท-เงินเฟ้อ-หนี้ครัวเรือน

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอาจส่งผลกระทบผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ ค่าเงินบาท เงินเฟ้อ และข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการเงิน หากเงินบาทอ่อนค่าจะทำให้พลังงานและสินค้านำเข้าแพงขึ้น ขณะที่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นยังกดดันค่าครองชีพ โดยเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกันยายนอยู่ที่ 2.82% และหมวดน้ำมันเชื้อเพลิงมีส่วนต่อเงินเฟ้อ 1.85 จุดเปอร์เซ็นต์

เมื่อรายได้ไม่เติบโตตามค่าครองชีพ ครัวเรือนที่มีหนี้สูงอยู่แล้วจะยิ่งต้องลดการใช้จ่าย ขณะเดียวกัน หากราคาพลังงานผลักดันเงินเฟ้อและสร้างแรงกดดันต่อค่าเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยก็อาจมีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะต้องคำนึงถึงเสถียรภาพด้านราคาและค่าเงินควบคู่กัน

ความเสี่ยงที่น่ากังวลยิ่งกว่าการขาดดุลเพียงอย่างเดียว คือหากเกิดพร้อมกับการปรับฐานของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในตลาดโลก ไทยอาจเผชิญทั้งต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้นและรายได้จากการส่งออกที่ลดลงในเวลาเดียวกัน ซึ่งสะท้อนลักษณะของความไม่แน่นอนซ้อนสานที่ความเสี่ยงหลายด้านสามารถเสริมแรงกันได้

เปิดโจทย์ Polyuncertainty ความเสี่ยงลามข้ามภาคเศรษฐกิจ

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ อธิบายว่า Polyuncertainty หมายถึงสภาวะที่ความไม่แน่นอนหลายเรื่องเกิดขึ้นพร้อมกันและส่งผลกระทบต่อกัน ไม่ได้เกิดเฉพาะในช่วงวิกฤติ แต่รวมถึงช่วงที่สถานการณ์ดูเหมือนสงบด้วย ความเสี่ยงแต่ละด้านอาจดูจัดการได้เมื่อแยกพิจารณา แต่เมื่อมาบรรจบกัน ผลกระทบอาจลุกลามเป็นลูกโซ่และเปลี่ยนรูปไปเรื่อยๆ จนยากที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะคาดการณ์หรือควบคุมได้ทั้งหมด

ตัวอย่างเช่น ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้กระทบเพียงต้นทุนพลังงาน แต่ยังซ้ำเติมหนี้ครัวเรือนที่อยู่ราว 85% ของ GDP และจำกัดพื้นที่ทางการคลังของรัฐในช่วงที่หนี้สาธารณะเข้าใกล้ 70% ของ GDP เมื่อความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจึงอาจรุนแรงกว่าการพิจารณาแต่ละปัจจัยแยกกัน

ภัยพิบัติก็เป็นอีกตัวอย่างของความเสี่ยงที่ส่งผ่านข้ามภาคเศรษฐกิจ โดยน้ำท่วมไม่ได้สร้างความเสียหายแค่บ้านเรือน แต่สามารถทำให้โรงงานหยุดผลิต การขนส่งสะดุด และโรงแรมถูกยกเลิกการจอง ธุรกิจที่ไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรงก็อาจสูญเสียรายได้ตามไปด้วย ขณะที่การพึ่งพาการลงทุน AI มากเกินไปอาจทำให้เศรษฐกิจไทยเปราะบางต่อวัฏจักรเทคโนโลยีโลก หากการลงทุนปรับฐานก็อาจกระทบการส่งออกในช่วงเดียวกับที่ต้นทุนพลังงานยังสูง

จี้รัฐสร้างกันชน ช่วยพลังงานแบบเจาะจง

สำหรับการรับมือ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เห็นว่า รัฐบาลควรเปลี่ยนจากการตรึงราคาน้ำมันแบบครอบคลุมทุกคนไปสู่การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างเจาะจง โดยใช้ฐานข้อมูลดิจิทัลจัดสรรความช่วยเหลือให้ตรงกลุ่ม เพราะการอุดหนุนราคาพลังงานแบบเหมาเข่งใช้งบประมาณสูง ผู้มีรายได้สูงได้รับประโยชน์ไปด้วย และยังลดแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าพลังงานไม่ลดลงเท่าที่ควร

ในระยะกลาง ไทยต้องลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและขยายพลังงานหมุนเวียน พร้อมฟื้นรายได้จากการท่องเที่ยวเพื่อชดเชยผ่านดุลบริการ ส่วนค่าเงินบาทควรปล่อยให้ปรับตัวตามกลไกตลาด โดยใช้ทุนสำรองเพื่อลดความผันผวนมากกว่าฝืนทิศทางค่าเงิน

นอกจากนี้ รัฐต้องสร้างกันชนให้ระบบเศรษฐกิจ ทั้งเงินออมของครัวเรือน พื้นที่ทางการคลัง ระบบระบายน้ำที่รองรับฝนรุนแรง และแหล่งพลังงานที่หลากหลาย เพราะกันชนเหล่านี้ช่วยจำกัดไม่ให้ความเสียหายจากปัญหาจุดหนึ่งลุกลามไปทั่วระบบ ขณะเดียวกันต้องเพิ่มความสามารถในการประสานงานข้ามหน่วยงานตั้งแต่เริ่มเห็นสัญญาณความเสี่ยง ไม่ใช่รอจนปัญหาปรากฏชัดแล้วจึงลงมือแก้ไข

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ความท้าทายของรัฐบาลในยุค Polyuncertainty ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาแต่ละเรื่องให้สำเร็จแยกจากกัน แต่ต้องมองเห็นความเชื่อมโยงของความเสี่ยงและเตรียมระบบรองรับแรงกระแทกให้เพียงพอ เพราะนโยบายที่ช่วยลดความเสี่ยงในวันนี้อาจสร้างข้อจำกัดใหม่ในอนาคตได้

ประเทศที่ได้เปรียบจึงไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่พยากรณ์สถานการณ์ได้แม่นยำที่สุด แต่เป็นประเทศที่ปรับตัว ประสานงาน และจำกัดความเสียหายได้รวดเร็วที่สุด

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/671783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37R5sZ6Pe9_MUBxivzTfxb