• Mon. Oct 19th, 2026

“วีระยุทธ” นำทีม กมธ.เศรษฐกิจ ลุยขอนแก่น เช็กระบบพลังงานสะอาด จี้รัฐบาลเคลียร์แผนพลังงานชาติ

“วีระยุทธ”-นำทีม-กมธ.เศรษฐกิจ-ลุยขอนแก่น-เช็กระบบพลังงานสะอาด-จี้รัฐบาลเคลียร์แผนพลังงานชาติ“วีระยุทธ” นำทีม กมธ.เศรษฐกิจ ลุยขอนแก่น เช็กระบบพลังงานสะอาด จี้รัฐบาลเคลียร์แผนพลังงานชาติ

นายวีระยุทธ เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงพื้นที่ทำให้พบ ‘ช่องว่าง’ สำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย คือการขาดความชัดเจนทางนโยบายในระดับภาพใหญ่ ส่งผลให้การตัดสินใจและการพัฒนาของภาคส่วนต่างๆ ขาดทิศทาง แม้ผู้ประกอบการและนักวิจัยจะมีศักยภาพสูงก็ตาม ตัวอย่างเช่น ในระบบขนส่งทางราง ทีมวิจัย มทร.อีสาน ได้พัฒนาตัวรถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบ ความจุ 120 คน ความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางในเมืองขนาดเล็ก แต่ปัจจุบันยังติดขัดเนื่องจากรางทดสอบมีความยาวเพียง 450 เมตร ขณะที่การผลิตสู่เชิงพาณิชย์ (Commercial Scale) ต้องผ่านการทดสอบระยะทางไม่น้อยกว่า 2 กิโลเมตรตามมาตรฐานความปลอดภัย แม้เทศบาลนครขอนแก่นจะมีแผนสร้างรางรอบบึงแก่นนคร ระยะทาง 4 กิโลเมตร พร้อม 10 สถานีเพื่อรองรับการท่องเที่ยว แต่ยังติดข้อจำกัดด้านงบประมาณและกฎระเบียบ ทั้งนี้ วีระยุทธระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งวางทิศทางให้ชัดเจนว่าจะส่งเสริมรถไฟรางเบาในฐานะยานพาหนะท่องเที่ยวท้องถิ่น หรือใช้เพื่อการขนส่งข้ามจังหวัด เพื่อสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้อย่างเป็นระบบ

แบตเตอรี่โซเดียมไทยศักยภาพสูง ติดปัญหาขาดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ด้านอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ไฟฟ้า ทีมวิจัย KKUVOLT สะท้อนว่านักวิจัยไทยมีศักยภาพผลิตแบตเตอรี่โซเดียมได้แล้ว และไทยมีโอกาสในตลาดเฉพาะกลุ่มที่ไม่ต้องแข่งกับแบตเตอรี่ราคาถูกจากจีน เช่น แบตเตอรี่สำหรับเรือหางยาว หรือระบบสตาร์ทเครื่องยนต์รถถังของกองทัพ ทว่าการขยายไปสู่ระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ยังขาดการลงทุนขั้นต้น โดย ผศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชี้ว่า ประเทศไทยยังขาดโรงงานผลิตเซลล์และขั้วแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ต้องใช้วงเงินลงทุนสูงกว่า 3 หมื่นล้านบาท เมื่อไม่มีภาคเอกชนกล้าแบกรับความเสี่ยง จึงไม่สามารถสร้างการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ให้เกิดขึ้นได้

ห่วงโรงไฟฟ้าน้ำพองหมดสัญญา 2574 จี้เร่งคลอด PDP 2026

ส่วนการผลิตไฟฟ้า นายวีระยุทธ ได้นำคณะเข้าดูงานโรงไฟฟ้าน้ำพอง ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติบนบกแห่งเดียวในไทย ดำเนินการมานาน 36 ปี และจะหมดอายุสัญญาในปี 2574 (รวมอายุการใช้งาน 40 ปี) แม้จะมีต้นทุนการผลิตต่ำและยังมีปริมาณก๊าซในแหล่งรองรับ แต่กลับเผชิญข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีดั้งเดิมที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายประเทศ ทั้งยังขาดความชัดเจนถึงแนวทางบริหารจัดการหลังหมดสัญญา เนื่องจากยังรอแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) เช่นเดียวกับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ ของ กฟผ. ซึ่งปัจจุบันผลิตไฟฟ้าได้ราว 24 เมกะวัตต์ และยังมีศักยภาพขยายกำลังการผลิตได้อีกมาก แต่ยังต้องการคำตอบเชิงนโยบายถึงเป้าหมายและสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าที่ชัดเจน

นายวีระยุทธ เน้นย้ำช่วงท้ายว่า เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนจะสิ้นปี รัฐบาลจึงต้องเร่งจัดทำแผน PDP 2026 โดยกำหนดสัดส่วนพลังงานสะอาด กรอบเวลาที่แน่ชัด ผู้รับผิดชอบการลงทุน ตลอดจนวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการลงทุนใหม่และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เพราะเป็นสิ่งที่นักวิจัย ผู้ประกอบการ ภาคประชาสังคม ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ อยากเห็นความชัดเจนเป็นรูปธรรม

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378984992&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EnQlhNtzGZwW-iGbTLIO1