โจทย์สำคัญของไทยจึงอาจไม่ใช่การเลือกระหว่าง ‘กรุงเทพฯ’ กับ ‘เมืองรอง’ แต่คือการออกแบบระบบเมืองที่ทำให้แต่ละพื้นที่สามารถใช้จุดแข็งของตัวเองและเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างแหล่งผลิตภาพ การลงทุน และการจ้างงานใหม่ ขณะเดียวกันก็ลดต้นทุนจากการกระจุกตัวที่เพิ่มสูงขึ้น
เมื่อ ‘พื้นที่’ กลายเป็นข้อจำกัดของการเติบโต โจทย์ต่อไปจึงอยู่ที่การปลดล็อกศักยภาพของ ‘เมือง’ ที่อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง โดย ธนาคารโลก (World Bank) ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) เปิดตัวรายงาน เมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย: รากฐานเมืองเพื่อเศรษฐกิจรายได้สูง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงบทบาทของการพัฒนาเมืองต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและการเดินหน้าสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580
โดย สตีเวน หลุยส์ รูบินยี ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองของธนาคารโลก และผู้เขียนหลักของรายงาน Thailand Cities of the Future ชี้ว่า พื้นที่เมืองของไทยเป็นแหล่งกำเนิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสูงถึงเกือบ 90% และเป็นฐานรองรับ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ การผลิตขั้นสูง, บริการดิจิทัล, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและยั่งยืน, เกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงเป็นเมืองหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ หรือราว 7.1 ล้านล้านบาท แต่กรุงเทพฯ กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงผลตอบแทนลดน้อยถอยลง (Diminishing Returns) จากต้นทุนการกระจุกตัวที่สูงเกินไป คิดเป็นต้นทุนความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 7-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมระดับภาค (GRP) ต่อปี หรือมากกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี
นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศรุนแรง โดยเฉพาะปัญหาอุทกภัยที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศเฉลี่ยสูงถึง 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 3% ของจีดีพี รวมทั้งคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนวันที่ร้อนจัดเพิ่มขึ้นแตะเกือบ 300 วันต่อปี ในช่วงกลางศตวรรษ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของจีดีพีกรุงเทพฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงจาก 3.5-3.7% เหลือเพียงกว่า 2% ในอนาคต
ขณะเดียวกัน ธนาคารโลก มองว่า เมืองรองของไทยยังมีผลิตภาพแฝง ที่ไม่ได้ถูกใช้เต็มศักยภาพ แม้ความหนาแน่นประชากรเพิ่มขึ้นเท่าตัวในรอบ 20 ปี แต่ความสามารถในการสร้างรายได้ยังต่ำกว่าเมืองในประเทศกำลังพัฒนาอื่น โดยความยืดหยุ่นของค่าจ้างต่อความหนาแน่น (Density-Wage Elasticity) อยู่ที่ 8.9% เทียบกับค่าเฉลี่ย 12-19% สะท้อนว่าไทยยังมีช่องว่างในการเปลี่ยนความหนาแน่นของเมืองให้เป็นผลิตภาพและรายได้ที่สูงขึ้น
โดยจากแบบจำลองการลงทุนใน 75 เมืองทั่วประเทศ ภายใต้วงเงิน 20,000 ล้านดอลลาร์ ธนาคารโลก พบว่า การให้น้ำหนักเมืองรอง 80% และกรุงเทพฯ 20% ให้ผลดีที่สุดในระยะยาว โดยช่วยเพิ่มจีดีพีต่อหัวของประเทศได้ 12.4% ภายในปี 2593 เทียบกับแผนเน้นกรุงเทพฯ 80% และเมืองรอง 20% ที่เพิ่มได้ 11.6% แม้โตเร็วกว่าในช่วง 15 ปีแรก ขณะที่แผนแบ่งเงินลงทุน 50:50 ให้ผลต่ำสุดที่ 10.9% เนื่องจากเม็ดเงินกระจายตัวมากเกินไปจนไม่เกิดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน
อย่างไรก็ดี การดัน เมืองรอง ไม่ได้หมายถึงการลดบทบาทกรุงเทพฯ แต่คือการสร้าง ‘ระบบเมืองหลายศูนย์กลาง’ ผ่าน 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การเพิ่มผลิตภาพพื้นที่ การเชื่อมโยงคมนาคมและดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานที่รับมือภัยพิบัติ และการเสริมความเข้มแข็งของสถาบันท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ไทยต้องเร่งปรับเมืองให้รองรับสังคมสูงวัย เพื่อรักษาผลิตภาพแรงงานและสร้างฐานการเติบโตใหม่ให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว.
ครองขวัญ รอดหมวน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1082175/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vRdkZCBX1T-olQ9zPEAyw

