ตามนโยบายรัฐบาลและกรมศุลกากรที่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคเอกชนผู้ผลิตและส่งออกเพื่อขยายฐานตลาดต่างประเทศและเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าซึ่งเป็นหัวใจหลักในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร น.ส.สุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีฯ และ น.ส.ลลิตา อรรถพิมล ผอ.ศุลกากรภาค 2 ได้มอบนโยบายให้ด่านศุลกากรช่องจอม ซึ่งรับผิดชอบ 3 จังหวัด คือ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา เร่งยกระดับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนเพื่อเร่งส่งเสริมการลงทุนและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรให้ได้มากที่สุด

นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม เปิดเผยว่าแม้ด่านพรมแดนจะปิดอย่างถาวรแต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้การกำกับดูแลของศุลกากรช่องจอมที่ จ.นครราชสีมา และ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งประกอบด้วย 2 สนามบินนานาชาติ 3 เขตปลอดอากร และ 1 คลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า ยังคงดำเนินไปอย่างปกติและมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตรถโดยสาร , เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ , เครื่องมือและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ฯลฯ

นายประสิทธิ์กล่าวต่อไปว่า จากนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลและกรมศุลกากรทำให้เราได้ลงไปช่วยดูแลภาคเอกชนในการส่งเสริมสนับสนุนการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดการสื่อสารและตอบสนองความต้องการที่ถูกต้องตรงประเด็นได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที ซึ่งส่งผลให้ในปีงบประมาณ 69 ที่ผ่านมา เราสามารถจัดเก็บรายได้ศุลกากรกว่า 33,400,000 บาท ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดถึง 568% และ จัดเก็บรายได้แทน กรมสรรพากร , กรมสรรพสามิต , กระทรวงมหาดไทย รวมกว่า 74,700,000 บาท ตลอดจนได้รับการเปิดเผยจากภาคเอกชนว่าเรามีส่วนร่วมและผลักดันมูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกได้มากกว่า 3,500,000,000 บาท อีกทั้งเกิดการจ้างงานจ้างอาชีพรวมแล้วราว 2,000 อัตรา

นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่านอกจากเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าแล้วก็ยังมีเรื่องการปกป้องสังคมซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของกรมศุลกากรด้วยเช่นกันโดยสามารถจับกุมสินค้าเถื่อน อาทิเช่น เครื่องสำอางเถื่อน เสื้อผ้ากระเป๋าแบรนด์เนมปลอม อาหารไม่มี อย. เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มี มอก. บุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า พลุดอกไม้ไฟ ฯลฯ ได้กว่า 55 คดี จำนวน 79,000 รายการ มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 101,400,000 บาท ซึ่งเมื่อคดีสิ้นสุดจะเร่งทำลายและจำหน่ายเพื่อนำส่งเป็นรายได้เข้ารัฐต่อไป

”เราพยามสร้างบรรยากาศที่ดีแห่งการลงทุนและอยากเชิญชวนบริษัททั้งไทยและต่างชาติมาลงทุนกันที่นี่เยอะๆเพราะโคราชมีจุดเด่นตรงที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมทางภูมิรัฐศาสตร์ใกล้แหล่งทรัพยากรในภาคกลางและอีสานอีกทั้งไม่ไกลจากท่าเรือในภาคตะวันออก ตลอดจนมี
โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบสาธารณูปโภคที่เข้มแข็ง เช่น มอเตอร์เวย์ M6 หรือ มีปริมาณแรงงานจำนวนมาก และเมื่อรวมกับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามกฎหมายศุลกากรแล้วย่อมเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการซึ่งเป็นนโยบายที่กรมศุลกากรสนับสนุนในเรื่องนี้อย่างชัดเจน“ นายประสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6246855/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C8lwI4EgiVJJ2tm7iyedV

