Bnomics ชี้น้ำท่วมไม่ใช่แค่ปัญหาฝนตกหนัก แต่สะท้อนเมืองรับน้ำไม่ไหว เตือนความเสียหายลามถึง GDP และ Supply Chain แนะไทยลงทุนจัดการน้ำอย่างคุ้มค่า เปลี่ยนสู่การ “อยู่กับน้ำ”
Bnomics โดยธนาคารกรุงเทพ เผยบทวิเคราะห์ “น้ำท่วม… เรากำลังสู้กับอะไร? ฝนที่ตกหนักขึ้น หรือเมืองที่รับน้ำไม่ไหว” ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมา หลายพื้นที่เจอภาพที่คุ้นเคย ฝนตกหนัก น้ำเริ่มขัง รถเริ่มติด บางเส้นทางใช้เวลาเดินทางนานกว่าปกติหลายเท่า ร้านค้าบางแห่งต้องปิดเร็วขึ้น ไรเดอร์ส่งของได้น้อยเที่ยว ขณะที่หลายคนเสียเวลาเป็นชั่วโมงอยู่บนถนน
พอเกิดน้ำท่วม คำอธิบายที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ “ฝนตกหนัก” ซึ่งก็จริง เพราะถ้าฝนจำนวนมากตกลงมาในช่วงเวลาสั้น ๆ ต่อให้มีระบบระบายน้ำ ก็อาจระบายไม่ทัน
แต่ถ้าเราหยุดคิดดี ๆ เวลาน้ำท่วม เรากำลังสู้กับฝนที่ตกหนักขึ้น หรือกำลังสู้กับเมืองที่ยังรับน้ำได้ไม่ดีพอ?
ฝนไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด
สำหรับระบบระบายน้ำ ปริมาณฝนรวมทั้งวันอาจไม่ได้บอกทุกอย่าง
ลองนึกภาพง่าย ๆ หากฝนค่อย ๆ ตก ระบบยังมีเวลาระบายน้ำออก แต่หากฝนปริมาณมากตกกระจุกตัวภายในหนึ่งหรือสองชั่วโมง น้ำจำนวนมหาศาลจะเข้าสู่ท่อ คลอง และสถานีสูบน้ำพร้อมกัน หากเกินขีดความสามารถของระบบ น้ำก็ต้องรออยู่ที่ไหนสักแห่ง และหลายครั้ง “ที่ไหนสักแห่ง” ก็คือถนนหน้าบ้านเรา
เรื่องนี้กำลังสำคัญขึ้น เพราะเมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อากาศที่อุ่นขึ้นสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงของฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของโลก
แต่เมื่อฝนตกลงมาถึงพื้นแล้ว ความเสียหายจะมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับอีกสองเรื่องสำคัญ คือ Exposure และ Vulnerability
Exposure คือ มีคน บ้าน โรงงาน ถนน หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ในพื้นที่เสี่ยงมากแค่ไหน ส่วน Vulnerability คือ สิ่งเหล่านั้นมีความสามารถรับมือกับน้ำได้ดีเพียงใด
เมืองยิ่งโต ความเสียหายจากน้ำท่วมอาจยิ่งแพง
ลองนึกถึงเมืองสองเมืองที่เจอฝนในปริมาณใกล้เคียงกัน เมืองหนึ่งมีระบบระบายน้ำที่รองรับได้ดี มีคลองและทางน้ำที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ มีพื้นที่รับน้ำ และมีพื้นที่ที่น้ำสามารถซึมลงดินได้ อีกเมืองหนึ่งมีพื้นผิวคอนกรีตจำนวนมาก พื้นที่รับน้ำมีจำกัด ทางระบายน้ำบางจุดเป็นคอขวด และการขยายตัวของเมืองเกิดเร็วกว่าการปรับโครงสร้างพื้นฐาน
ฝนเท่ากัน ผลลัพธ์อาจต่างกันมาก
เมื่อเมืองเติบโต บ้าน ถนน อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า และสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้น พื้นที่ที่เคยช่วยดูดซับหรือชะลอน้ำบางส่วนก็ลดลง น้ำที่เคยซึมลงดินจึงกลายเป็นน้ำที่ไหลบนพื้นผิวและเข้าสู่ระบบระบายน้ำมากขึ้นและเร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน เมืองที่ใหญ่ขึ้นยังมี Economic Exposure สูงขึ้นด้วย ถนนเส้นเดิมอาจท่วมในระดับเท่าเดิม แต่หากวันนี้มีคนใช้ถนนมากขึ้น มีร้านค้า อาคารสำนักงาน ระบบขนส่ง คลังสินค้า หรือโรงงานอยู่โดยรอบมากขึ้น ความเสียหายทางเศรษฐกิจก็สามารถสูงกว่าเมื่อ 20 หรือ 30 ปีก่อนได้มาก และเราเคยเห็นภาพนี้อย่างชัดเจนในมหาอุทกภัยปี 2554
World Bank ประเมินความเสียหายและความสูญเสียจากเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท หรือ 12.6% ของ GDPโดยภาคการผลิตได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการที่นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งถูกน้ำท่วม ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำ แต่กระจายผ่าน Supply Chain ไปยังธุรกิจที่ต้องใช้ชิ้นส่วนจากโรงงานเหล่านั้นด้วย
ผ่านมากว่าทศวรรษ ความเสี่ยงนี้ก็ยังไม่ได้หายไป
รายงาน Thailand Economic Monitor: Coping with Floods and Droughts ของ World Bank ประเมินว่า หากในปี 2030 ไทยเผชิญน้ำท่วมระดับที่มีโอกาสเกิดประมาณหนึ่งครั้งในรอบ 50 ปี คล้ายเหตุการณ์ปี 2554 ความสูญเสียด้านการผลิตอาจสูงกว่า 10% ของ GDP และอาจสูงกว่านั้นหาก Supply Chain ไม่สามารถปรับตัวได้ดีพอ
สิงคโปร์: เมืองที่ออกแบบให้น้ำมีที่ไป
สิงคโปร์เป็นเกาะขนาดเล็ก มีความหนาแน่นของเมืองสูง มีพื้นที่จำกัด และต้องเจอกับฝนเขตร้อนที่สามารถตกหนักในเวลาสั้น ๆ หากย้อนกลับไปช่วงทศวรรษ 1960–1970 น้ำท่วมเคยเป็นเรื่องปกติของสิงคโปร์ บางครั้งน้ำสูงถึงระดับเอว และในช่วงทศวรรษ 1970 ประเทศมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมประมาณ 32 ตารางกิโลเมตร หลังจากลงทุนและปรับระบบอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวเหลือน้อยกว่า 0.25 ตารางกิโลเมตร หรือลดลงมากกว่า 99%
แนวทางของสิงคโปร์ไม่ได้พึ่งการขยายระบบระบายน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ใช้หลักที่เรียกว่า Source–Pathway–Receptor
เริ่มตั้งแต่ Source หรือพื้นที่ต้นทาง อาคารและโครงการพัฒนาใหม่ขนาดตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไปต้องมีมาตรการชะลอน้ำฝน เช่น ถังกักเก็บหรือบ่อพักน้ำ เพื่อลด Peak Flow ที่ไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำพร้อมกัน
จากนั้นคือ Pathway หรือเส้นทางที่น้ำไหล ผ่านการปรับปรุงคลอง ท่อ และระบบระบายน้ำ
สุดท้ายคือ Receptor หรือพื้นที่และทรัพย์สินที่ต้องปกป้อง เช่น การกำหนดระดับพื้นอาคาร การทำ Flood Barrier หรือการยกระดับทางเข้าสู่พื้นที่ใต้ดิน
ถ้าเราเคยสงสัยว่า ทำไมทางเข้าสถานี MRT ใต้ดินบางแห่งของสิงคโปร์ต้องเดินขึ้นก่อนแล้วจึงค่อยเดินลง เหตุผลส่วนหนึ่งก็มาจากหลักคิดนี้ เพราะการยกระดับทางเข้าช่วยลดโอกาสที่น้ำบนถนนจะไหลเข้าสู่ระบบรถไฟใต้ดิน
ที่สำคัญ หน่วยงานน้ำของสิงคโปร์ยอมรับว่า การสร้างท่อและโครงสร้างพื้นฐานให้ใหญ่พอรองรับฝนสุดขั้วทุกสถานการณ์อาจทำได้ยากและมีต้นทุนสูง เพราะทั้งที่ดินและงบประมาณมีจำกัด Flash Flood จึงยังสามารถเกิดขึ้นได้ โดยเป้าหมายของการจัดการน้ำอยู่ที่การดน้ำที่ไหลเข้าสู่ระบบ เพิ่มประสิทธิภาพของเส้นทางระบายน้ำ และลดความเสียหายเมื่อเกิดน้ำท่วมในพื้นที่สำคัญ
น้ำลดแล้ว แต่ต้นทุนทางเศรษฐกิจยังอยู่
พอฝนหยุด น้ำเริ่มลด รถกลับมาวิ่ง เรามักรู้สึกว่าเหตุการณ์จบแล้ว แต่ต้นทุนบางส่วนยังอยู่ต่อ
รถที่เสีย บ้านที่น้ำเข้า หรือร้านค้าที่ได้รับความเสียหายสามารถมองเห็นและประเมินเป็นเงินได้ค่อนข้างชัด แต่ต้นทุนอีกส่วนกระจายอยู่กับคนและธุรกิจจำนวนมากจนเราแทบไม่ทันสังเกต
คนทำงานเสียเวลาเดินทางเพิ่มหนึ่งหรือสองชั่วโมง ร้านอาหารเสียลูกค้า ไรเดอร์รับงานได้น้อยลง รถขนส่งใช้เวลาและน้ำมันมากขึ้น บริษัทได้รับสินค้าช้าลง ขณะที่กิจกรรมบางอย่างถูกเลื่อนหรือยกเลิก
สำหรับคนหนึ่งคน เวลาเพิ่มขึ้นหนึ่งชั่วโมงอาจดูไม่มาก แต่ถ้าเกิดกับคนหลายแสนคนพร้อมกัน จำนวนชั่วโมงที่เมืองสูญเสียไปจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และผลกระทบยังสามารถส่งต่อรไปยังธุรกิจได้ หากโรงงานหยุดผลิต บริษัทที่รอรับชิ้นส่วนอาจต้องลดการผลิตตาม หากระบบขนส่งหยุดชะงัก สินค้าก็ไปไม่ถึงปลายทางตามเวลา
ด้วยเหตุนี้ World Bank จึงให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นของ Supply Chain เพราะธุรกิจที่ไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรงก็สามารถได้รับผลกระทบจากธุรกิจอื่นที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมได้ น้ำท่วมจึงกระทบทั้ง Productivity และความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพราะเมืองต้องพึ่งพาการเคลื่อนที่ของคน สินค้า และบริการอยู่ตลอดเวลา
เมืองอาจต้องเรียนรู้ที่จะ “อยู่กับน้ำ” มากขึ้น
ที่ผ่านมา วิธีคิดเรื่องน้ำในเมืองค่อนข้างตรงไปตรงมา เมื่อฝนตก เราต้องพยายามระบายน้ำออกให้เร็วที่สุด ท่อ คลอง อุโมงค์ และสถานีสูบน้ำจึงยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น แต่เมื่อเมืองหนาแน่นขึ้นและความเสี่ยงจากสภาพอากาศเปลี่ยนไป การเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำเพียงด้านเดียวมีข้อจำกัด
World Bank จึงเสนอให้ไทยใช้ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการอื่นควบคู่กัน ตั้งแต่ระบบเตือนภัย การปรับตัวระดับชุมชน การควบคุมการใช้ที่ดินและน้ำ ไปจนถึง Nature-based Solutions เช่น การใช้พื้นที่ธรรมชาติช่วยกักเก็บหรือชะลอน้ำ
แต่ปัญหาของไทยไม่ได้มีเฉพาะ “น้ำมากเกินไป” เพราะในบางช่วงเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง พื้นที่เดียวกันหรือพื้นที่อื่นอาจกลับต้องเผชิญกับน้ำไม่เพียงพอ
การบริหารจัดการน้ำจึงต้องมองทั้งวงจรว่า เมื่อไรควรระบาย เมื่อไรควรชะลอ เมื่อไรควรเก็บ และน้ำที่เก็บไว้จะถูกนำไปใช้อย่างไร
แล้วเราควรลงทุนมากแค่ไหน?
คำตอบคงไม่ใช่ “ลงทุนให้มากที่สุด” เพราะเงินทุกบาทที่นำไปสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ ขยายคลอง หรือสร้างพื้นที่รับน้ำมี Opportunity Cost เงินก้อนเดียวกันอาจนำไปสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน ระบบขนส่ง หรือบริการสาธารณะอื่นได้
ประเทศไทยใช้เงินกับการบริหารจัดการน้ำมาไม่น้อย
หากดูเฉพาะ แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในช่วงปีงบประมาณ 2560–2569 มีการจัดสรรงบประมาณรวมกว่า 6 แสนล้านบาท โดยในปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ประมาณ 62,621 ล้านบาท และปี 2569 ประมาณ 63,421 ล้านบาท
แน่นอนว่าเงินจำนวนนี้ไม่ได้ใช้เพื่อป้องกันน้ำท่วมทั้งหมด เพราะการบริหารจัดการน้ำครอบคลุมตั้งแต่น้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตร การรับมือภัยแล้ง การฟื้นฟูแหล่งน้ำ ไปจนถึงการป้องกันและบรรเทาน้ำท่วม แต่ช่วยให้เห็นว่า การบริหารจัดการน้ำเป็นหนึ่งในภารกิจที่รัฐต้องจัดสรรทรัพยากรจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การไม่ลงทุนก็มีต้นทุนเช่นกัน
“ทุกครั้งที่น้ำท่วม เราเสียทั้งทรัพย์สิน รายได้ ชั่วโมงทำงาน การขนส่ง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่เหตุการณ์ขนาดใหญ่สามารถสร้างความเสียหายผ่าน Supply Chain และกระทบต่อ GDP ได้”
เหตุการณ์บางอย่างอาจมีโอกาสเกิดไม่สูง แต่หากเกิดขึ้นแล้วสร้างความเสียหายมหาศาล มูลค่าความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือ Expected Loss ก็อาจสูงพอที่จะทำให้การลงทุนป้องกันมีความคุ้มค่า World Bank จึงเสนอให้ไทยใช้ Cost-Benefit Analysis อย่างเป็นระบบในการจัดลำดับมาตรการรับมือน้ำท่วมและภัยแล้ง
บางพื้นที่อาจคุ้มกับการขยายท่อหรือสร้างอุโมงค์ บางพื้นที่อาจเหมาะกับพื้นที่รับน้ำหรือการเพิ่มพื้นผิวที่น้ำซึมผ่านได้ ขณะที่บางพื้นที่ การปรับการใช้ที่ดิน ระบบเตือนภัย หรือการเตรียมพร้อมของชุมชนอาจลดความเสียหายได้มากกว่าเมื่อเทียบกับเงินที่ใช้
เราอาจควบคุมไม่ได้ว่าพรุ่งนี้ฝนจะตกหนักเพียงใด แต่เรายังเลือกได้ว่าจะเตรียมเมืองให้พร้อมรับมันแค่ไหน ดังนั้น การประเมินการลงทุนจึงต้องดูด้วยว่าเงินที่ลงทุนไปช่วยลดความเสียหายในอนาคตได้มากเพียงใด
เมื่อมองแบบนี้การจัดการน้ำอาจกลับมาอยู่ที่หลักคิดง่าย ๆ ว่า “เราควรจ่ายวันนี้ หรือจ่ายผ่านความเสียหายเมื่อเกิดน้ำท่วม?”
เอกสารอ้างอิง: “Thailand Economic Monitor June 2023: Coping with Floods and Droughts”, World Bank
ที่มา : เฟซบุ๊ก Bnomics by Bangkok Bank


