นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย ว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ดำเนินการภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เกิดจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่อง 3 ระลอก ทั้งราคาน้ำมันพุ่งสูงและเกิดการขาดแคลน สินค้าแพงขึ้นกระทบค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชนหดตัวเนื่องจากรายได้ปรับขึ้นไม่ทัน
ทั้งนี้ โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ออกแบบให้รัฐบาลร่วมจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% พร้อมกำหนดวงเงินใช้จ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท เพื่อเน้นการช่วยบรรเทาค่าครองชีพแบบทยอยจ่ายไม่ให้เกิดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และบริหารงบประมาณที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับประโยชน์กว่า 26 ล้านคน และร้านค้ารายย่อยตัวเล็กตัวน้อยหาบเร่แผงลอยกว่า 1.2 ล้านราย
“เม็ดเงินโครงการในช่วง 3 เดือน ที่ผ่านมา มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อประคองกำลังซื้อไปแล้วกว่า 160,000 ล้านบาท กระจายตัวอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครเพียง 16% เท่านั้น และ 84% กระจายตัวอยู่ตามต่างจังหวัดทั่วประเทศ”
นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะที่การตัดสินใจขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” ออกไปอีก 2 เดือน วงเงิน 1,000 บาท ด้วยวงเงินที่เหลืออยู่ประมาณ 46,000 ล้านบาท จากเงินกู้ก้อนแรก วงเงิน 200,000 ล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบประชาชนจากวิกฤตราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การจัดสรรงบประมาณอุดหนุนช่วยเหลือไม่สามารถทำได้ตลอดไป และต้องเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืนเพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าสูงถึง 65% เบื้องต้นได้ออกมาตรการอุดหนุนโซลาร์เซลล์(Solar Cell) วงเงิน 50,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 20–30% และสามารถขายให้รัฐบาลได้ด้วย
”รัฐบาลยืนยันไม่ใช่นโยบายประชานิยมหาเสียงทางการเมือง หากหาเสียงคงนำเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานมาเติมไทยช่วยไทย พลัส เฟส2เพิ่มแล้ว และจ่ายไปเรื่อย ๆ ย้ำบริหารภายใต้กรอบวงเงินเยียวยาภาระประชาชนก้อนแรกเพื่อยึดวินัยการคลังเคร่งครัด” นายเอกนิติ กล่าว
ขณะเดียวกัน มุมมองกระแสสังคมมองถึงบทบาทหน้าที่รับผิดชอบที่ครอบคลุมทั้งด้านการขับเคลื่อนการลงทุน การกำกับดูแลวินัยการเงินการคลังของประเทศ และการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัย จนได้รับฉายาว่าเป็น “เดอะแบก” ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น ยอมรับว่าในภาวะที่โลกเผชิญวิกฤตการทำงานย่อมมีความเหน็ดเหนื่อยเป็นเรื่องธรรมดาของทุกคน และหายเหนื่อยได้เพราะรอยยิ้มประชาชนจากผลสัมฤทธิ์ของนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล
ด้านแรงบันดาลใจและภาพความหวังที่ทำให้ตัดสินใจลาออกจากชีวิตข้าราชการ เพื่อก้าวเข้ามารับตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบันนั้น เกิดจากแนวคิดที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน และตั้งใจที่จะนำเวลา 24 ชั่วโมงของตนเองในทุก ๆ วันมาทำประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศชาติในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่ท้าทายนี้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/324365&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1240J761CBPBcePYos__bh

