• Tue. Sep 22nd, 2026

จีน รีดีไซน์ “ของเก่า” ให้กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่

จีน-รีดีไซน์-“ของเก่า”-ให้กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่จีน รีดีไซน์ “ของเก่า” ให้กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่

จีนเดินหน้าดัน 7 อุตสาหกรรมดั้งเดิม (ผ้าไหม ชา ยาจีน) สู่ “เศรษฐกิจใหม่” ผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับภูมิปัญญาช่างฝีมือ ตั้งเป้าสร้างแบรนด์มูลค่าสูงในตลาดโลก ปี 2028-2030

  • จีนประกาศนโยบายระดับชาติเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมดั้งเดิม 7 กลุ่ม เช่น ผ้าไหม ชา และเครื่องเคลือบ ให้กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่ โดยเชื่อมโยงเข้ากับการเกษตร การผลิต วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว
  • นำเทคโนโลยีสมัยใหม่โดยเฉพาะ AI มาใช้ในการจัดเก็บและวิเคราะห์องค์ความรู้ของช่างฝีมือ เพื่อยกระดับการผลิต ควบคุมคุณภาพ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
  • ตั้งเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนภายในปี 2028-2030 เพื่อสร้างบริษัทขนาดใหญ่ แบรนด์ชั้นนำ และคลัสเตอร์อุตสาหกรรมมูลค่ามหาศาลเพื่อแข่งขันในตลาดโลก
  • ขยายคุณค่าจากตัวสินค้าไปสู่การสร้างประสบการณ์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น การพัฒนาพื้นที่โรงงานเก่าให้เป็นแหล่งเรียนรู้และพบปะช่างฝีมือโดยตรง

ในวันที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกมุ่งไปที่ AI เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ และ EV จีนกลับประกาศนโยบายระดับชาติที่ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสินค้าทางวัฒนธรรมอย่าง ผ้าไหม ชา เครื่องเคลือบ ยาจีน ผลิตภัณฑ์หมักบ่ม งานศิลปหัตถกรรม และเครื่องเขียนจีนดั้งเดิม

ฟังดูเหมือนเป็นสิ่งที่อยู่คนละด้านกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่ในมุมมองของจีน ของเก่ากับของใหม่ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกัน หากเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยเก็บรักษาความรู้ ยกระดับการผลิต พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเชื่อมมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับตลาดร่วมสมัยได้

เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หน่วยงานระดับชาติของจีน 6 แห่ง ได้ร่วมกันออกความเห็นว่าด้วย “การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมคลาสสิกทางประวัติศาสตร์อย่างมีคุณภาพสูง” ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีจีน โดยนำอุตสาหกรรมดั้งเดิม 7 กลุ่มมาอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน

จุดสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองจากการแยกอุตสาหกรรมเหล่านี้ออกเป็นรายสาขา ไปสู่การมองเป็นระบบที่เชื่อมเกษตร การผลิต วัฒนธรรม สุขภาพ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน ผ้าไหมจึงไม่ใช่แค่สิ่งทอ แต่เชื่อมตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทักษะช่างทอ การออกแบบ แฟชั่น ไปจนถึงเรื่องเล่าและประสบการณ์ของพื้นที่ ขณะที่ชาจีนก็เชื่อมโยงตั้งแต่การผลิตและแปรรูป ไปจนถึงสุขภาพ วิถีชีวิต และการท่องเที่ยว

จีน รีดีไซน์ “ของเก่า” ให้กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่

เป้าหมายที่จีนกำหนดไว้สะท้อนชัดว่า นี่ไม่ใช่นโยบายอนุรักษ์วัฒนธรรมแบบเดิม ภายในปี 2028 จีนตั้งเป้าพัฒนาบริษัทชั้นนำ 50 แห่งให้มีขนาดกิจการระดับ 10,000 ล้านหยวน สร้างสินค้าและแบรนด์ชั้นนำ 100 รายการ และพัฒนาคลัสเตอร์เฉพาะทางหลายแห่งให้มีมูลค่าระดับ 100,000 ล้านหยวน ก่อนผลักดันบริษัทและแบรนด์สู่ตลาดโลก และยกระดับอุตสาหกรรมเข้าสู่ช่วงกลางและช่วงบนของห่วงโซ่มูลค่าภายในปี 2030

โดยมีทั้งการวิจัย เทคโนโลยี มาตรฐาน แบรนด์ และตลาดเป็นกลไกสำคัญ หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้คือ AI ซึ่งจีนไม่ได้มองเพียงในฐานะเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังนำมาใช้กับความรู้และทักษะของช่างที่มักไม่ได้ถูกบันทึกเป็นตำรา หากฝังอยู่ในประสบการณ์และการลงมือทำ

นโยบายจึงเสนอให้จัดเก็บข้อมูลตั้งแต่สูตร ลวดลาย ไปจนถึงรายละเอียดและเงื่อนไขของกระบวนการผลิต แล้วใช้ AI ช่วยวิเคราะห์องค์ความรู้เหล่านี้ เพื่อนำไปสู่การควบคุมคุณภาพ การถ่ายทอดทักษะ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

มีตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ก็คือ Suzhou Silk Museum ซึ่งมีฐานข้อมูลลวดลายผ้าไหมมากกว่า 50,000 แบบ และนำเทคโนโลยีมาเชื่อมข้อมูลจากคลังมรดกเข้ากับการค้นคว้าและการออกแบบร่วมสมัย

จีน รีดีไซน์ “ของเก่า” ให้กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่

อย่างไรก็ตาม แนวทางของจีนไม่ได้มุ่งเพียงยกระดับการผลิตสินค้าเดิม แต่ยังพยายามต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่บริการ คอนเทนต์ การท่องเที่ยว การเรียนรู้ และประสบการณ์รูปแบบใหม่ โดยย่าน Taoxichuan ในเมืองจิ่งเต๋อเจิ้นเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด เมื่อพื้นที่โรงงานเครื่องเคลือบเดิมถูกพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ พื้นที่จัดแสดง ที่พัก พื้นที่ทำงานของนักสร้างสรรค์ และตลาดกลางคืน

นักท่องเที่ยวจึงไม่ได้มาเพียงเพื่อซื้อเครื่องเคลือบ แต่ยังได้เรียนรู้ประวัติ พบปะช่างฝีมือ ทดลองทำ และเลือกซื้อผลงานจากผู้สร้างโดยตรง ทำให้คุณค่าของเครื่องเคลือบขยายจากตัวสินค้าไปสู่กิจกรรมและประสบการณ์ที่เกิดขึ้นรอบอุตสาหกรรมนั้นด้วย ในเวลาเดียวกัน จีนก็พยายามเชื่อมการเติบโตกลับไปยังพื้นที่ต้นทาง ผ่านการสนับสนุนแบรนด์งานฝีมือชนบท เวิร์กช็อปชุมชน และความร่วมมือระหว่างกิจการครอบครัว องค์กรชุมชน และบริษัทขนาดใหญ่

กรณีงานเครื่องปั้นดินเผาของกลุ่มชาติพันธุ์หลีในมณฑลไห่หนานสะท้อนแนวทางนี้ได้ชัด เมื่อผู้สืบทอดงานฝีมือรวมตัวกับผู้หญิงในหมู่บ้าน จัดตั้งสหกรณ์และพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ จนสามารถเชื่อมการผลิตเข้ากับการท่องเที่ยวและทัศนศึกษา สร้างทั้งรายได้และการจ้างงาน โดยไม่จำเป็นต้องย้ายฐานการสร้างมูลค่าออกจากชุมชน

อย่างไรก็ดี ความทะเยอทะยานของนโยบายนี้ก็มาพร้อมคำถามสำคัญ การสร้างบริษัทและคลัสเตอร์ขนาดใหญ่จะช่วยให้ผู้ผลิตรายเล็กมีอำนาจต่อรองมากขึ้นจริงหรือไม่ เมื่อความรู้ของช่างถูกเปลี่ยนเป็นข้อมูลสำหรับ AI สิทธิในการจัดเก็บ เข้าถึง และนำไปใช้เชิงพาณิชย์ควรถูกกำหนดอย่างไร ใครควรได้รับเครดิต และผลประโยชน์จากการต่อยอดควรย้อนกลับไปยังเจ้าของความรู้ในรูปแบบใด

จีน รีดีไซน์ “ของเก่า” ให้กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่

ขณะเดียวกัน คำว่า “การพัฒนาอย่างมีคุณภาพสูง” ก็คงไม่อาจวัดจากจำนวนบริษัท มูลค่าคลัสเตอร์ หรือยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ควรรวมถึงความอยู่รอดของผู้สืบทอด รายได้ของผู้ผลิตต้นทาง ความมั่นคงของวัตถุดิบ และการกระจายผลประโยชน์ตลอดห่วงโซ่ด้วย

ไทยเองก็มีทั้งผ้าไหม เครื่องปั้นดินเผา สมุนไพร อาหารหมักดอง และงานหัตถกรรมที่มีศักยภาพกระจายอยู่แทบทุกภูมิภาค เราจะเชื่อมทุนเหล่านี้เข้ากับเทคโนโลยี เงินทุน และตลาดได้ดีเพียงใด เพราะที่ผ่านมา ผู้ผลิตอาจได้รับการอบรมด้านการออกแบบแต่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งทุน เมืองอาจจัดเทศกาลที่ดึงดูดผู้คนได้แต่ไม่เกิดคำสั่งซื้อต่อเนื่อง

ขณะที่ความรู้ของชุมชนอาจถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์โดยยังไม่เชื่อมต่อกับการผลิตและธุรกิจ บทเรียนจากจีนจึงไม่ใช่การลอกเป้าหมายหรือโมเดลขนาดใหญ่มาใช้ทั้งหมด แต่คือการมองอุตสาหกรรมดั้งเดิมให้พ้นจากการเป็นเพียง “ของดีที่ต้องอนุรักษ์” แล้วหันมาออกแบบระบบสนับสนุนที่ทำให้ความรู้ ผู้สร้าง เทคโนโลยี เงินทุน ตลาด และสิทธิทำงานเชื่อมโยงกันได้จริง

เพราะอนาคตของ “ของเก่า” อาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้มันดูใหม่ขึ้นเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้คนที่สร้างและสืบทอดมันยังมีรายได้ มีที่ยืน และมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ : Creativethailand.org

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/lifestyle/1252880&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ehym2w-A_nDiEEspI1srP