
หากเรามองการค้าเสรีผ่านเลนส์ของเศรษฐกิจและพลังงานโลก การค้าเสรีเปรียบเสมือน ‘เหรียญสองด้าน’ ที่มีทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละประเทศว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากการเปิดตลาดได้มากเพียงใด และมีมาตรการรองรับความเสี่ยงได้เหมาะสมหรือไม่
ในมิติของ โอกาส การค้าเสรีให้ประเทศต่าง ๆ สามารถซื้อขายสินค้าและวัตถุดิบระหว่างกันได้สะดวกขึ้น ทำให้แต่ละประเทศสามารถใช้จุดแข็งของตนในการผลิตและจัดหาสิ่งที่มีความเหมาะสมกว่า สำหรับผู้บริโภคแล้ว สิ่งนี้หมายถึงโอกาสในการเข้าถึงสินค้าและบริการที่หลากหลายขึ้น และมีการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพมากขึ้น ในขณะที่ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ การค้าเสรีเป็นตัวเร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) และเปิดประตูให้ผู้ประกอบการในประเทศสามารถเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ได้กว้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม การค้าเสรีก็มีความท้าทายเช่นกันโดยเฉพาะความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดและแหล่งจัดหาต่างประเทศมากเกินไป ซึ่งทำให้ประเทศต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกไม่ว่าจะเป็นวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ การเปิดเสรีตลาดน้ำมันจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับกลไกกำกับดูแลที่เหมาะสม ทั้งด้านการแข่งขัน โครงสร้างราคา และความมั่นคงด้านอุปทาน เพื่อให้กลไกตลาดสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังสามารถรองรับสถานการณ์ที่เกิดความผันผวนหรือวิกฤตด้านพลังงานได้
ขณะที่การค้าเสรีกับโครงสร้างและเสถียรภาพตลาดน้ำมันของประเทศไทย หากเราย้อนมองโครงสร้างตลาดน้ำมันของประเทศไทย ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบาย ‘เปิดเสรีการค้าน้ำมัน’ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 โดยยกเลิกการควบคุมราคาขายปลีกและเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรีทั้งในฝั่งการนำเข้า การกลั่น และการจัดจำหน่าย ในปัจจุบัน ตลาดน้ำมันไทยเชื่อมโยงกับตลาดน้ำมันโลกและภูมิภาคอย่างใกล้ชิด
โดยโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศมีการอ้างอิงกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดภูมิภาค โดยราคาอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ หรือ MOPS (Mean of Platts Singapore) เป็นหนึ่งในแหล่งอ้างอิงสำคัญ ซึ่งสะท้อนภาวะอุปสงค์–อุปทานและระดับราคาน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาค แม้รัฐบาลจะยังคงมีกลไกดูแลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตเพื่อลดความผันผวนของราคา แต่ในมิติของอุปสงค์และอุปทาน กลไกการค้าเสรีคือกลไกที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของไทย ที่ช่วยให้การจัดหาและการซื้อขายน้ำมันสามารถปรับตัวตามสถานการณ์ตลาดได้อย่างยืดหยุ่น
ดังนั้น การค้าเสรีไม่ได้หมายความว่ารัฐจะไม่เข้ามาดูแลเลย แต่หมายถึงการเปิดให้กลไกการซื้อขายและการแข่งขันทำงาน ขณะเดียวกันภาครัฐยังสามารถมีกลไกดูแลประชาชนในช่วงที่เกิดความผันผวนหรือวิกฤตได้
และบทบาทสำคัญที่ทำให้การค้าเสรีมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อตลาดน้ำมันไทย จะสามารถแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. สร้างความมั่นคงด้านอุปทาน ประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้เพียงประมาณ 8-10% ของความต้องการทั้งหมด ดังนั้น กว่า 90% จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน น้ำมันดิบที่นำเข้ามีต้นทุนที่เชื่อมโยงกับราคาตลาดโลก ดังนั้น การที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศสามารถสะท้อนภาวะตลาดและเชื่อมโยงกับราคาตลาดโลก จึงมีความสำคัญต่อการทำให้ระบบการซื้อขายสามารถดำเนินไปได้อย่างสอดคล้องกัน
กล่าวคือ โรงกลั่นจำเป็นต้องขายผลิตภัณฑ์ในระดับราคาที่สอดคล้องกับภาวะตลาด เพื่อให้มีรายได้เพียงพอสำหรับการจัดหาน้ำมันดิบและดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หากราคาภายในประเทศถูกกำหนดให้ต่ำกว่าระดับตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบยังคงอิงกับตลาดโลก อาจทำให้เกิดความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ และในระยะยาวอาจกระทบต่อความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบและการลงทุนที่จำเป็นต่อระบบพลังงาน
ดังนั้น การเชื่อมโยงกับตลาดโลกจึงไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะเรื่องการกำหนดราคาเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความต่อเนื่องของการจัดหาน้ำมันและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
2.ช่วยให้ตลาดน้ำมันสามารถปรับสมดุลระหว่างการผลิตและความต้องการ ตลาดน้ำมันไม่ได้มีความต้องการเท่ากันทุกช่วงเวลา และความต้องการใช้น้ำมันแต่ละประเภทก็แตกต่างกัน การเปิดการค้าทำให้ประเทศไทยสามารถบริหารทั้งการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันได้ตามสถานการณ์ หากผลิตภัณฑ์บางประเภทมีความต้องการในประเทศสูงกว่าการผลิต ก็สามารถนำเข้ามาเสริมได้ ขณะที่หากช่วงใดผลิตภัณฑ์บางประเภทมีปริมาณเกินความต้องการในประเทศ ก็สามารถส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาคได้กลไกดังกล่าวช่วยให้ อุปสงค์และอุปทานของตลาดสามารถปรับตัวเข้าหากันได้มากขึ้น และทำให้ระบบน้ำมันมีความยืดหยุ่นในการรองรับความเปลี่ยนแปลงของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
3.ส่งเสริมการแข่งขัน: การเปิดเสรีทำให้ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผลิตในประเทศต้องแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำเข้าจากตลาดต่างประเทศได้ โดยราคาตลาดโลกจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องนำมาพิจารณาในการดำเนินธุรกิจ การแข่งขันจากทางเลือกทั้งในประเทศและต่างประเทศทำให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันภายใต้ภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง
การแข่งขันดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างผู้ประกอบการในประเทศ แต่ยังรวมถึงการที่ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศต้องสามารถแข่งขันกับทางเลือกจากตลาดต่างประเทศได้ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมพัฒนาประสิทธิภาพและรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ทั้งนี้ การที่ราคาน้ำมันในประเทศมีความเชื่อมโยงกับตลาดโลก ช่วยให้ราคาสะท้อนภาวะอุปสงค์และอุปทานของตลาดน้ำมันในระดับภูมิภาคและโลก จึงมีทั้งข้อดีและข้อท้าทาย ข้อดีคือ ช่วยให้ผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้บริโภครับรู้ถึงสถานการณ์และทิศทางของตลาด และสามารถปรับการผลิต การจัดหา และการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้ ขณะที่ข้อท้าทายคือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการหยุดชะงักของอุปทาน ก็อาจส่งผ่านมายังต้นทุนพลังงานในประเทศ ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนภาคการขนส่ง รัฐบาลจึงมีกลไกผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาต่อประชาชนในช่วงที่เหมาะสม
นอกจากนี้ในมิติของภาคอุตสาหกรรม การค้าเสรีและการเชื่อมโยงกับตลาดโลกทำให้โรงกลั่นไทยดำเนินธุรกิจภายใต้สภาวะการแข่งขันและราคาที่เชื่อมโยงกับตลาดโลก ทั้งราคาน้ำมันดิบและราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันต่างได้รับอิทธิพลจากภาวะอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลกและภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานของโรงกลั่น
โรงกลั่นจึงต้องบริหารจัดการกระบวนการผลิตและต้นทุนภายใต้ราคาตลาดที่ไม่สามารถกำหนดได้เอง โดยพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต บริหารการจัดหาวัตถุดิบให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของโรงกลั่น และรักษาความพร้อมของหน่วยผลิต เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ภายใต้สภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ส่วนค่าการกลั่น (GRM) เป็นเพียงส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปและราคาน้ำมันดิบ โดยได้รับอิทธิพลจากภาวะตลาดโลก ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ประกอบการสามารถกำหนดได้โดยตรง ดังนั้น การแข่งขันของอุตสาหกรรมจึงอยู่ที่ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาด
ในระยะยาว บทบาทของการค้าเสรีในตลาดน้ำมันไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จาก 3 ปัจจัยท้าทาย ได้แก่ 1. การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition & EVs) อุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวและแตะจุดสูงสุดจากการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การค้าเสรีจะกลายเป็นกลไกที่กดดันให้โรงกลั่นไทยต้องส่งออกมากขึ้น หรือปรับเปลี่ยนโรงกลั่นไปสู่ Bio-refine, SAF (น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน) และปิโตรเคมี
2.มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและภาษีคาร์บอน (Carbon Pricing & Regulations) กฎระเบียบโลกว่าด้วยการปล่อยคาร์บอนอาจกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ในการค้าเสรีน้ำมัน โรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับมาตรฐาน Carbon Intensity ของผลิตภัณฑ์ในตลาดโลก และพัฒนาประสิทธิภาพด้านพลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง และ 3. การรักษาสมดุลระหว่างกลไกตลาดและมาตรการภาครัฐ ความท้าทายสำคัญภายในประเทศคือการรักษาสมดุลระหว่าง ‘การให้กลไกตลาดทำงาน’ กับ ‘การมีมาตรการภาครัฐเพื่อดูแลผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่เกิดความผันผวนหรือวิกฤตด้านพลังงาน การมีมาตรการดูแลในช่วงวิกฤตสามารถช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนได้ แต่ในขณะเดียวกัน การออกแบบมาตรการควรคำนึงถึงความสอดคล้องกับกลไกตลาด ความชัดเจนและความสามารถในการคาดการณ์ได้ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการดำเนินงานและการลงทุนในระยะยาวได้
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ในยุคที่โลกเริ่มมีกระแสกีดกันทางการค้าและการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ เหตุใดจึงยังต้องพูดถึงการค้าเสรี ? คำตอบคือ สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นเศรษฐกิจเปิดและมีการพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูง การเปิดการค้ายังคงมีความสำคัญต่อการเข้าถึงวัตถุดิบ ตลาด เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในภาคพลังงาน การเชื่อมโยงกับตลาดโลกช่วยให้เกิดทางเลือกในการจัดหาและการบริหารอุปสงค์และอุปทานได้อย่างยืดหยุ่น
อย่างไรก็ตาม การค้าเสรีไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้ตลาดดำเนินไปโดยไม่มีการกำกับดูแล แต่คือการสร้างระบบที่เปิดกว้างและแข่งขันได้ ควบคู่กับกลไกที่เหมาะสมในการดูแลความมั่นคงทางพลังงานและรองรับสถานการณ์วิกฤต
สิ่งที่นักวิเคราะห์และผู้กำหนดนโยบายต้องติดตามอย่างใกล้ชิดหลังจากนี้ คือ ทิศทางนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจ ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจนำไปสู่การตั้งกำแพงภาษีระลอกใหม่ และ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางการค้าโลกและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยในอนาคต และความท้าทายของประเทศไทยคือการสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากตลาดโลก การรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1068674/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZvToHl7tW2dEraSEs8JHM

