รัฐบาลจอร์เจีย เมโลนี ทำสถิติบริหารประเทศต่อเนื่องยาวนานที่สุดของอิตาลีในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่อดีตผู้นำและนักวิเคราะห์เรียกร้องให้เร่งใช้เสถียรภาพทางการเมืองผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากหนี้สาธารณะระดับสูงและต้นทุนดอกเบี้ย
วันที่ 5 ก.ย.2569 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี นำรัฐบาลสร้างสถิติใหม่ด้านเสถียรภาพทางการเมือง หลังบริหารประเทศต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สะท้อนความเปลี่ยนแปลงสำคัญของการเมืองอิตาลี ซึ่งในอดีตมักเผชิญการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งและความไม่แน่นอนทางการเมืองในระดับสูง
การอยู่ในอำนาจอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลเมโลนีช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และลดความกังวลของตลาดเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงทางการเมืองดังกล่าวยังมาพร้อมโจทย์เศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาหนี้สาธารณะของอิตาลีที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 135% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP
ภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูงทำให้อิตาลีต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเพิ่มภาระการชำระดอกเบี้ยและจำกัดพื้นที่ในการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
แม้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลอิตาลี หรือ BTP จะมีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดพันธบัตรของบางประเทศในยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส แต่ระดับหนี้ที่สูงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนจับตา
อดีตผู้นำทางการเมืองและนักวิเคราะห์จึงเรียกร้องให้เมโลนีใช้ประโยชน์จากเสถียรภาพของรัฐบาลและทุนทางการเมืองที่มีอยู่ในขณะนี้ เร่งเดินหน้าการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจและลดความเปราะบางด้านการคลังในระยะยาว
ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจที่ซบเซามาเป็นเวลานาน การควบคุมและจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายภาครัฐ รวมถึงการวางแผนลดระดับหนี้สาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของตลาดการเงินและควบคุมต้นทุนการกู้ยืมของประเทศ
แม้รัฐบาลเมโลนีจะสามารถสร้างเสถียรภาพทางการเมืองได้ในระดับที่อิตาลีไม่ค่อยได้เห็นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่ความท้าทายสำคัญต่อจากนี้คือการเปลี่ยนเสถียรภาพดังกล่าวให้กลายเป็นแรงผลักดันในการปฏิรูปเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
อ้างอิง : cnbc.com


