IFC-ธนาคารโลก ชี้ไทยต้องเร่งสร้างการเติบโตรูปแบบใหม่ ดึงพลังเอกชน-AI ยกระดับผลิตภาพและกระจายผลประโยชน์ออกจากกรุงเทพฯ แนะใช้เวทีประชุมใหญ่ IMF – World Bank Annual Meeting ตุลาคมนี้ เร่งระดมทุนเข้าประเทศ
IFC-ธนาคารโลก ชี้ไทยต้องเร่งสร้างการเติบโตรูปแบบใหม่ ดึงพลังเอกชน-AI ยกระดับผลิตภาพและกระจายผลประโยชน์ออกจากกรุงเทพฯ แนะใช้เวทีประชุมใหญ่ IMF – World Bank Annual Meeting ตุลาคมนี้ เร่งระดมทุนเข้าประเทศ
ตลอดช่วง 35 ปีที่ผ่านมา (นับตั้งแต่ปี 1991 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก IMF-World Bank Annual Meeting ขึ้นเป็นครั้งแรก) ประเทศไทยได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ โดยการเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอาศัยแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาครัฐ การขยายตัวของกำลังแรงงาน การส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก
“อย่างไรก็ตาม ดังที่เราได้เห็นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ชะลอตัวลง”
ซาร์เวช ซูรี (Sarvesh Suri) ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคของบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) กล่าวบนเวทีเสวนาเชิงลึกหัวข้อ “เศรษฐกิจโลกยุคเร่งตัว: ลดความเสี่ยงให้อาเซียนในทศวรรษหน้า” ภายในงาน Bangkok Business Summit 2026 โดยสะท้อนมุมมองของ “ภาคเอกชน” ที่จะต้องก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยมากขึ้นในระยะต่อไป หากไทยต้องการยกระดับการเติบโตและบรรลุเป้าหมายสู่การเป็น “ประเทศรายได้สูง” ภายในปี 2037
“สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำในขณะนี้ คือการนำภาครัฐและภาคเอกชนมาทำงานร่วมกัน เพื่อยกระดับอัตราการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้มั่นใจว่าไทยจะสามารถบรรลุความทะเยอทะยานในการเป็นประเทศรายได้สูงภายในอีก 12 ปี หรือในปี 2037”
ซาร์เวชมองว่าการดึงภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเพราะภาครัฐกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง แต่ไทยจำเป็นต้องดึง “ประสิทธิภาพของภาคเอกชน” เข้ามาสนับสนุนการเติบโตของประเทศด้วย ซึ่งไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เพราะภาคเอกชนไทยมีทั้งตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ ตลาดทุนและตลาดการเงินที่มีความลึก ฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง ตลอดจนเครื่องมือและสินทรัพย์ต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว
แต่โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ ภาคเอกชนไทยต้องเปลี่ยนจากการมี “capacity” หรือศักยภาพและขีดความสามารถที่มีอยู่ ไปสู่การสร้าง “capabilities for the future” หรือความสามารถที่จำเป็นสำหรับอนาคต โดยมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรม ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI รวมถึงวิธีอื่นๆ ในการยกระดับผลิตภาพ
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์จากการยกระดับภาคเอกชนจะต้องไม่กระจุกอยู่เฉพาะบริษัทชั้นนำระดับหัวแถว “1%” และไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ต้องถูกนำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจทั่วประเทศด้วย โดยต้องลงไปถึงกลุ่มธุรกิจ MSMEs ด้วย แต่ความท้าทายร่วมกันของทุกฝ่ายคือ ทำอย่างไรจึงจะนำการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ลงไปถึงภาค MSMEs ซึ่งมีการจ้างงานคิดเป็นประมาณ 70% ของแรงงานทั้งประเทศ
บริษัทไทยยังใช้ประโยชน์จาก AI น้อย
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับประเด็นที่ คาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย (Carlos Felipe Jaramillo) รองประธานธนาคารโลก ประจำภูมิภาคเอเซียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวก่อนหน้านี้ในเวทีเดียวกันว่า แม้ไทยจะมีพื้นฐานที่ดีสำหรับเศรษฐกิจยุค AI ทั้งฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่พัฒนามานาน แต่ปัจจุบันมีบริษัทไทยเพียงแค่ประมาณ 12% เท่านั้นที่ใช้ AI
ดังนั้น ความท้าทายสำคัญไม่ใช่เพียงการดึงการลงทุนด้าน AI เข้ามาในประเทศ แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำไปใช้ในวงกว้าง ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ไปจนถึงธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และรายย่อย รวมถึงต้องพัฒนาทักษะของประชาชนให้เข้าใจว่า AI คืออะไร สามารถทำอะไรได้ และจะนำมาใช้ได้อย่างไร
นอกจากนี้ การเติบโตของไทยในปัจจุบันยังมีลักษณะกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ มากเกินไป ขณะที่ประชากรจำนวนมากอาศัยอยู่ในเมืองขนาดเล็กและพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ดังนั้นผลประโยชน์จากเศรษฐกิจใหม่และผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นจาก AI จึงต้องกระจายออกไปนอกกรุงเทพฯ ด้วย
นักลงทุนญี่ปุ่นยังมองไทยมีศักยภาพ
ขณะที่มาซามิจิ โคโนะ (Masamichi Kono) ที่ปรึกษาธนาคาร MUFG ให้มุมมองจากฝั่ง “นักลงทุนญี่ปุ่น” ว่า ประเทศไทยยังมีปัจจัยดึงดูดการลงทุนหลายด้าน โดยเฉพาะ ทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานในการสร้างเครือข่ายธุรกิจเชื่อมโยงภายในภูมิภาคได้
โคโนะกล่าวว่า แนวทางของ MUFG คือการสร้างเครือข่ายภายในภูมิภาค โดยอาศัยข้อได้เปรียบจากทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และฐานอุตสาหกรรมของไทย เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภูมิภาค ASEAN+3 ขณะที่ไทยเองมีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อไปเป็นทั้ง ศูนย์กลางของภูมิภาคและฐานสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี
ขณะที่ Transition Finance เป็นอีกหนึ่งด้านที่ MUFG และภาคการเงินญี่ปุ่นกำลังให้ความสำคัญ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero
อย่างไรก็ตาม นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว โคโนะมองว่า Climate adaptation หรือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังมีความสำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหากไทยต้องการรักษาความน่าสนใจในสายตานักลงทุนต่างชาติ และก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีระดับแนวหน้า ประเทศจำเป็นต้องมีทั้งฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้
ใช้โอกาสจากเวทีประชุมใหญ่ ต.ค. นี้อย่างไร
ผู้ดำเนินรายการถามว่า ในอีก 5 สัปดาห์ข้างหน้า ไทยจะกลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank อีกครั้งหลังผ่านไป 35 ปี ภาคธุรกิจไทยควรเตรียมตัวและใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้อย่างไร
เฟลิเปกล่าวว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจไทยควรสื่อสารกับผู้เข้าร่วมประชุมหลายพันคนที่จะเดินทางมาจากทั่วโลกคือ “ประเทศไทยไม่ได้หยุดนิ่ง” ยังจำเป็นต้องเดินหน้าต่อในอีกหลายด้าน พร้อมเดินหน้าปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาครัฐ เอกชน และส่วนอื่นๆ ของประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงได้ในที่สุด
ส่วนในมุมมองของโคโนะ สิ่งสำคัญสำหรับไทยคือ “ตลาดที่เสรี เป็นธรรม และเปิดกว้าง” (free, fair and open markets) โดยไทยยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการเพื่อทำให้เศรษฐกิจเปิดกว้างมากขึ้น บนพื้นฐานของระบบการค้าและการลงทุนที่มีกฎกติกา รวมถึงการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ
นอกจากนี้ ไทยยังจำเป็นต้องเร่งทั้งการ “พัฒนาบุคลากรภายในประเทศ” และการ “ดึงดูดทาเลนต์” ผู้มีความสามารถจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเข้ามาทำงานในไทย เพื่อสร้างขีดความสามารถสำหรับอนาคต
ขณะที่ซาร์เวชเสนอว่าธีมสำคัญของ Annual Meetings ครั้งนี้จะอยู่ที่ “การระดมเงินทุน” เพื่อสร้างงานที่มากขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้น ประเทศไทยควรใช้การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีรวบรวมสถาบันทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจากทั่วโลก เพื่อค้นหาโอกาสในการระดมเงินทุนในระดับที่ใหญ่ขึ้นเข้าสู่ประเทศไทย
ขณะเดียวกัน การประชุมครั้งนี้ยังเป็นจังหวะสำคัญก่อนที่ไทยจะก้าวรับตำแหน่งประธานอาเซียน(หมุนเวียน) ในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลกภายในปี 2030 ประเทศไทยควรใช้เวทีนี้เป็นแพลตฟอร์มผลักดันการเชื่อมโยงและการรวมตัวของภูมิภาค เพื่อเสริมแกร่งและปลดล็อกศักยภาพของอาเซียนไปอีกขั้น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1250366&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dh7mlsZMZMR8hjiPT1q-j

