• Mon. Aug 24th, 2026

“ศุภจี” โชว์ผลงานพาณิชย์ 90 วัน สร้างมูลค้ากว่า 1.45 แสนล้าน! ประกาศลุย 7 ภารกิจต่อ เร่งส่งออก-เปิดตลาดใหม่ ดันเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตโลก | TOPNEWS

“ศุภจี”-โชว์ผลงานพาณิชย์-90-วัน-สร้างมูลค้ากว่า-1.45-แสนล้าน!-ประกาศลุย-7-ภารกิจต่อ-เร่งส่งออก-เปิดตลาดใหม่-ดันเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตโลก-|-topnews“ศุภจี” โชว์ผลงานพาณิชย์ 90 วัน สร้างมูลค้ากว่า 1.45 แสนล้าน! ประกาศลุย 7 ภารกิจต่อ เร่งส่งออก-เปิดตลาดใหม่ ดันเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตโลก | TOPNEWS

นโยบายที่ 2 รักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามาสู่การแก้ปัญหาล่วงหน้า เชิงโครงสร้างตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ โดยต้นน้ำเน้นวางแผนการผลิตตามความต้องการของตลาด หรือ Demand Driven และนำเทคโนโลยี AI มาใช้ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ขณะที่กลางน้ำมุ่งพัฒนาห้องเย็นและระบบ Cold Chain พร้อมสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ส่วนปลายน้ำเชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐภายใต้ไทยช่วยไทย และรุกตลาดผ่าน Live Commerce นอกจากนี้ ยังมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในสินค้าสำคัญ เช่น มะพร้าวน้ำหอม ผ่านการลงชุมชน การแปรรูป และการลดของเสียตามแนวทาง Circular Economy รวมถึงการพัฒนากลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งรวม 466 กลุ่ม แบ่งเป็นเฟสแรก 200 กลุ่ม และเฟสที่ 2 เพิ่มอีก 266 กลุ่ม พร้อมยกระดับการบริหารจัดการสินค้าเกษตรด้วย Big Data และ Dashboard แบบเรียลไทม์ ด้านผลการดูแลสินค้าเกษตร มีสินค้าหลายรายการที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น 45% มันสำปะหลังเพิ่มขึ้นถึง 79% ยางพาราเพิ่มขึ้น 30% ขณะที่ข้าวไทยมีทั้งราคาส่งออกและราคาในประเทศปรับตัวสูงขึ้น อาทิ ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิ 1,173 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 10.66% ข้าวขาว 5% ราคา 467 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 19.13% ส่วนราคาข้าวหอมมะลิในประเทศอยู่ที่ 17,500 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้น 8.57% และข้าวเจ้า 9,050 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้น 27.05%

นโยบายที่ 3 สร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน มุ่งคุ้มครองทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ประกอบการไทย เกษตรกร ปลอดนอมินี โดยวางเส้นทางพัฒนาผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การขยายขนาด ไปจนถึงการพัฒนาเป็นผู้นำและก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาค หรือ Regional Players เนื่องจาก SMEs ไทยมีประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 34.8% ของ GDP จึงเป็นกลุ่มที่ต้องยกระดับศักยภาพทั้งด้านเงินทุน เทคโนโลยี และช่องทางตลาด ในส่วนของการป้องกันนอมินี กระทรวงเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบและบูรณาการเครือข่ายภาครัฐและเอกชน โดยข้อมูลในช่วงวันที่ 1-20 สิงหาคม 2569 พบจำนวนนิติบุคคลในลักษณะกลุ่มเสี่ยงนอมินีเหลือ 141 บริษัท จาก 561 บริษัทในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือลดลงประมาณ 75% ขณะเดียวกันยังผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สินค้า GI การ Upskill และ Reskill รวมถึงการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญา โดยคำขอจดทะเบียน IP ในช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 45,916 คำขอ

นโยบายที่ 4 สร้างสมดุลการส่งออก กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าทั้งการรักษาตลาดเดิมและการบุกตลาดใหม่ โดยในตลาดสหรัฐให้ความสำคัญกับการเจรจาเพื่อรักษาตลาดเดิม ผ่านการจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย-สหรัฐ หรือ ART ขณะเดียวกันเร่งการเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA โดยเฉพาะ FTA ไทย-สหภาพยุโรป เพื่อเปิดประตูการค้าและเพิ่มช่องทางตลาดสำหรับสินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทย ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 425,227.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 27.8% แบ่งเป็นการส่งออก 196,741.8 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17.6% และนำเข้า 228,485.9 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 38.0% โดยกระทรวงคาดว่าการส่งออกตลอดปี 2569 จะสามารถเติบโตได้ในระดับ 2 หลัก ขณะเดียวกัน การดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการค้าสร้างมูลค่ารวมกว่า 145,393.61 ล้านบาท ครอบคลุมงานแสดงสินค้าและเวทีเจรจาระดับโลก การรุกตลาดต่างประเทศและ Soft Power ตลอดจนการส่งเสริมแบรนด์และนวัตกรรม อาทิ THAIFEX ANUGA-ASIA 2026 ที่สร้างมูลค่ารวม 136,543.93 ล้านบาท

นโยบายที่ 5 ยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อกกฎระเบียบ โดยนำ AI เข้ามาขับเคลื่อน “MOC Plus” ใช้ AI Chatbot ตอบคำถามประชาชน รวมถึง AI ช่วยตรวจพิจารณาคำขอจดทะเบียนนิติบุคคล และ Trademark AI Assistant เพื่อลดปัญหาคำถามซ้ำ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลนำเข้า-ส่งออกไว้ในจุดเดียว และใช้ AI ช่วยลดระยะเวลาพิจารณาคำขอมาตรการทางการค้า AD/CVD ในด้านกฎระเบียบ กระทรวงเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัยและเทียบเท่ามาตรฐานสากล เพื่อลดต้นทุนในการทำธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ สะท้อนทิศทางการทำงานที่ไม่ได้มุ่งเพียงแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ใช้เทคโนโลยีและการปรับกฎเกณฑ์เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

เมื่อถามว่า พอใจผลงานด้านใดมากที่สุด นางศุภจีกล่าวว่า มากสุดน่าจะเป็นภาคเกษตร เพราะเห็นผลที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในเรื่องการดูแลผลผลิตและเพิ่มราคาสินค้าเกือบทั้งหมด เป็นเรื่องที่กระทรวงลงรายละเอียดและดำเนินการจำนวนมาก แม้จะถูกวิจารณ์ในหลายครั้ง แต่จะยังเดินหน้าต่อ เนื่องจากมองว่าการลงมือแก้ปัญหาให้ราคาและรายได้เกษตรกรดีขึ้นมีความสำคัญกว่า สำหรับมาตรการดูแลราคาข้าวนั้น นบข.ได้เห็นชอบ 5 มาตรการแล้ว ทั้งลดภาระ เสริมสภาพคล่อง ส่วนชดเชยรายได้ไร่ละ 1,000 บาทนั้น ทางอนุ นบข. การผลิต โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเป็นผู้นำเสนอว่าจะอย่างไร ส่วนจะเพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาทหรือไม่ ก็ต้องพิจารณาในเรื่องงบประมาณด้วย

เมื่อถามว่า จะให้คะแนนตนเองแค่ไหน และทำได้หมดทุกเรื่องหรือยัง นางศุภจีกล่าวว่า การจะให้คะแนนนั้น คงไม่มีใครคะแนนตนเอง ต้องเป็นคนนอก จะให้9 เต็ม 10 ก็ยินดี แต่ ทั้งหมดทั้งปวง เราทำได้ เต็มที่ เท่านี้จริง ๆ นะคะ มากไปกว่านี้ ก็จะเกิน 24 ชั่วโมง 7 วัน แล้วค่ะ และยอมรับว่ายังทำไม่ได้หมดทุกเรื่อง เพราะปัญหาที่มีไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่สะสมมานาน สิ่งที่เราทำคือพยายามรับมือกับปัญหาด้วยท่วงท่าใหม่ ๆ และทำงานบูรณาการมากขึ้น การจะให้คะแนนนั้น คงไม่มีใครคะแนนตนเอง

นางศุภจีกล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางก้าวต่อไปปี 2570 กระทรวงพาณิชย์ จะเดินหน้าขับเคลื่อนงานภายใต้แนวคิด ค้าขายดีขึ้น เติบโตขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ด้วยมาตรการที่เข้มข้น พร้อมขับเคลื่อนการแก้ปัญหาล่วงหน้าเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แก้เฉพาะปัญหาเฉพาะหน้า

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์วาง 7 ภารกิจที่จะเดินหน้าต่อเนื่อง ประกอบด้วย 1.เร่งเจรจาการค้า ทั้ง FTA, ART และประเด็นมาตรา 301 เพื่อเดินหน้าการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปลายเดือนสิงหาคมนี้ ตนจะนำคณะเจรจาไปหารือกับสหรัฐในประเด็นคงค้าง ตั้งใจเร่งปิดประเด็นเจรจาให้เร็วและได้ผลดีที่สุด โดยยึดสิทธิประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก แม้สินค้าไทยที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐจะมีส่วนที่ได้รับการยกเว้นแล้วประมาณ 72% จึงเหลืออีก 28% ต้องเร่งเจรจาให้ลุล่วง

2.ผลักดันการส่งออกปี 2569 ให้ทะลุการเติบโตระดับ 2 หลัก ต่อเนื่องจากทิศทางการส่งออกที่ขยายตัวในช่วงที่ผ่านมา โดยคาดหวังส่งออกทั้งปีนี้ขยายตัว 8-10 % หรือมีมูลค่า 12 ล้านล้านบาท จากครึ่งปีแรกที่เติบโตแล้วกว่า 17% เนื่องจากครึ่งปีหลังยังมีปัญหาที่ไม่อาจควบคุมได้ ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งในตตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาขนส่ง และราคาพลังงาน

3.รักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร โดยปิดฤดูผลไม้ภาคใต้ และดูแลพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา

4.เข้มงวดปัญหานอมินีต่อเนื่อง เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมและคุ้มครองผู้ประกอบการไทย

5.ขับเคลื่อน 4 คณะทำงาน ภายใต้คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อเดินหน้าการทำงานในระดับพื้นที่และเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน

6.อัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ และสร้างรายได้ให้ SMEs ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2569 ซึ่งที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินเฟ้อไม่สูงนัก โดยช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 1.21% ซึ่งกระทรวงมองว่าเป็นตัวชี้วัดหนึ่งของผลการดูแลค่าครองชีพ แต่ยังเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่อง การควบคุมราคาสินค้าบางประเภทมีข้อจำกัด เพราะต้นทุนไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าแรง ค่าน้ำ ค่าไฟ และพลังงาน โดยหน้าที่ของกระทรวงคือดูแลส่วนที่อยู่ในอำนาจและสร้างทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดได้

และ 7. ปลดล็อกอุปสรรคและขั้นตอนการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้การทำงานและการให้บริการมีความคล่องตัวมากขึ้น

“ทั้ง 7 ภารกิจดังกล่าวเป็นทิศทางที่กระทรวงพาณิชย์จะใช้ต่อยอดจากการขับเคลื่อน 5 นโยบายในช่วง 90 วันที่ผ่านมา โดยยังคงวางเป้าหมายทั้งการแก้ปัญหาระยะสั้น การดูแลค่าครองชีพ ผู้ประกอบการและเกษตรกร ควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อรองรับการเติบโตในระยะต่อไป ซึ่ง 7 ภารกิจในระยะต่อไป ไม่สามารถเทน้ำหนักไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ เพราะทุกเรื่องมีความสำคัญและต้องดำเนินควบคู่กัน พร้อมระบุว่า กระทรวงจะยังเดินหน้าทำงานเชิงรุกและบูรณาการทั้งภายใน ภายนอก และกับภาคเอกชนต่อไป” นางศุภจีกล่าว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1671773&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38iYztEC0Ne_TNozVpMlc2