โลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้น และเศรษฐกิจไทยไม่สามารถเดินด้วยวิธีเดิมได้อีกต่อไป
“ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มองภาพเศรษฐกิจไทยผ่าน 5D ที่กำลังเปลี่ยนโลก ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) – การกระจายความเสี่ยง (Diversification) – เทคโนโลยีและ AI (Digital/AI) – การลดคาร์บอน (Decarbonization) – โครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย
โจทย์ใหม่จึงไม่ใช่แค่ “เรามีอะไร” หรือ “เราจะผลิตอะไร” แต่ต้องเปลี่ยนเป็น “ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร”
เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เชื่อมโยงกันทั้งระบบ จึงตั้ง 4 คณะทำงาน ภายใต้แนวคิด Cluster ดึงภาครัฐและเอกชนมาทำงานร่วมกัน ประกอบด้วย
1. สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร
ยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ทั้งเทคโนโลยี การผลิต การแปรรูป การเก็บรักษา และการขยายตลาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตร
ประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของครัวเรือนทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 8.8% ของ GDP จึงยังมีช่องว่างในการยกระดับอีกมาก
2. เศรษฐกิจชุมชนและ SMEs
ใช้แนวคิด “SME Journey” ดูแลตั้งแต่เริ่มธุรกิจ ขยายกิจการ ไปจนถึงการก้าวขึ้นเป็น Regional Player พร้อมยกระดับทักษะ เทคโนโลยี การเข้าถึงเงินทุน ตลาด และ Supply Chain
ไทยมี SMEs ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่ทำให้ SMEs “อยู่รอด” แต่ต้องทำให้ “เกิดง่าย โตง่าย และก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้”
3. เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy
เปลี่ยนมุมมองจากการนับแค่ “จำนวนนักท่องเที่ยว” ไปสู่การสร้าง “มูลค่าและประสบการณ์” เข้าใจว่าผู้มาเยือนเดินทางมาเพื่ออะไร ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา หรือการพักผ่อน แล้วออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 8% ของ GDP ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสร้างรายได้ประมาณ 1.58 ล้านล้านบาท ในปีที่ผ่านมา
4. การค้าระหว่างประเทศ
ลดการกระจุกตัวของตลาดและผู้ประกอบการ ขยายตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม ใช้ประโยชน์จาก FTA ลดอุปสรรคทางการค้า เพิ่ม Local Content และเชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain โลก
แม้การส่งออกไทยช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 17% แต่โจทย์ต่อไปคือการมอง “ไส้ใน” ของตัวเลข ทั้งการกระจายตลาด การเพิ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มบทบาทของ SMEs
ขณะที่ “วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” มองว่า Visitor Economy ต้องเปลี่ยนจากการมอง “นักท่องเที่ยว” เป็น “ผู้มาเยือน” เพราะการเดินทางไม่ได้มีเพียงเป้าหมายด้านการท่องเที่ยว แต่ยังรวมถึงสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา และประสบการณ์เฉพาะด้าน
หัวใจสำคัญคือ “การท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ” จำนวนผู้มาเยือนจึงไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด แต่ต้องทำให้ประสบการณ์นำไปสู่การใช้จ่าย การลงทุน การกลับมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของชุมชน
ด้าน “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ระบุว่า คณะทำงานรวบรวมข้อเสนอแล้วเกือบ 100 แนวทาง แต่จะไม่เน้นทำ “แผน” เพิ่ม เพราะไทยมีแผนจำนวนมากอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือ “รู้ปัญหาแล้วต้องแก้ให้ได้”
ข้อเสนอจะถูกจัดลำดับตามความพร้อม เรื่องที่ทำได้เร็วจะเร่งดำเนินการทันที ส่วนเรื่องที่ต้องวางระบบ เช่น ฐานข้อมูล จะดำเนินการเป็นระยะ โดยตั้งเป้าทั้ง Quick Big Win ใน 6 เดือน–1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใน 2–4 ปี
เป้าหมายของ 4 คณะทำงานไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องเชื่อมตั้งแต่ การมองแนวโน้มโลก → กำหนดนโยบาย → ลงมือทำ → วัดผล
เพราะแกนกลางของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คือการทำให้ เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกัน พร้อมเดินหน้าไปหาตลาด และดึงตลาดเข้ามาหาสินค้าและบริการของไทย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/281883&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BQltj6_2iKCe0NpewRZrO

