
การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตัวเลขภายนอก “ดูเป็นบวก” แต่เนื้อในกลับเต็มไปด้วย “รอยร้าว” สะท้อนสภาวะซับซ้อนของประเทศที่ตกอยู่ท่ามกลางสงครามยืดเยื้อและการถูกคว่ำบาตรอย่างหนักหน่วงจากชาติตะวันตก ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และภาพรวมครึ่งปีแรกเติบโต 0.6% แม้จะสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของ “ธนาคารกลางรัสเซีย” แต่กลับไม่ได้สะท้อนถึงสุขภาพทางการเงินและคุณภาพชีวิตที่แท้จริงของประชาชน “รัสเซีย” กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “เศรษฐกิจสองระดับ” อย่างเต็มรูปแบบ
โครงสร้างเศรษฐกิจแบบ 2 ระดับนี้ แบ่งแยกความอยู่ดีกินดีออกจากกันอย่างชัดเจน ฟากหนึ่งคือกลุ่มภาคอุตสาหกรรมทางการทหาร การผลิตอาวุธ ตลอดจนโรงงานและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการทำสงคราม ซึ่งได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากการอัดฉีดเงินงบประมาณอุดหนุนของภาครัฐ ช่างฝีมือและพนักงานเครือข่ายนี้ มีรายได้ดีและมีความมั่นคงในอาชีพ ขณะที่อีกฟากหนึ่ง คือ ภาคเศรษฐกิจพลเรือนและธุรกิจทั่วไปที่ไม่ได้อิงกับกองทัพ กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างหนัก เนื่องจากต้นทุนสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น
“สัญญาณรอยร้าว” ที่น่าวิตกที่สุดประการหนึ่ง คือ การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง มีการคาดการณ์ว่าปี 2569 รัสเซียจะเผชิญการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งปี 2568 มีการขาดดุลเพิ่มเป็นเท่าตัวจากปี 2567 อยู่แล้ว ภาวการณ์คลังที่ตึงตัวขึ้นนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากพลังงานฟอสซิล ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักของประเทศ แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลก จะมีการฟื้นตัวขึ้นบ้างบางช่วง แต่รายได้จากน้ำมันและก๊าซในครึ่งแรกปี 2569 กลับทำได้เพียง 64% ของระดับรายได้ที่เคยทำได้ในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อ 2 ปีก่อน
สาเหตุสำคัญที่บั่นทอนรายได้ด้านพลังงานมาจากสองปัจจัยหลัก ปัจจัยแรกคือยุทธศาสตร์ใหม่ของยูเครนในการใช้โดรนพิสัยไกลเข้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน คลังเก็บเชื้อเพลิง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานภายในแม่น้ำและดินแดนของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างและการผลิต ปัจจัยที่สองคือการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรจากสหภาพยุโรปและพันธมิตรตะวันตก ทั้งการปรับลดเพดานราคาน้ำมันให้ต่ำลง ตลอดจนการกวาดล้างและจำกัดการทำงานของเครือข่ายเรือขนส่งน้ำมันเถื่อนหรือ “เรือเงา” ที่รัสเซียใช้หลบเลี่ยงมาตรการก่อนหน้านี้
ในระดับฐานราก ภาคประชาชนและครัวเรือน เริ่มได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่กลับมารุนแรงขึ้น ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และกำลังซื้อที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปสู่การประหยัดและเลือกซื้อสินค้าราคาถูก ข้อมูลจากผู้ค้าปลีกรายใหญ่สะท้อนว่าผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าแบรนด์ของร้านค้าและอาหารราคาประหยัดมากขึ้น เช่น ยอดขายคุกกี้ที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 2.5 เท่า เนื่องจากเป็นขนมหวานที่ราคาจับต้องได้ง่ายกว่าช็อกโกแลต การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้เป็นดัชนีชี้วัดถึงแรงกดดันต่อรายได้ที่แท้จริงของประชาชนทั่วไปอย่างชัดเจน
แม้รัฐบาลรัสเซียจะยังพอมีเครื่องมือทางการคลังในการประคองสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นภาษีบริษัทพลังงานการพยายามแสวงหาแหล่งกู้ยืมจากต่างประเทศ หรือการนำเงินสำรองของธนาคารกลางส่วนที่ยังไม่ถูกอายัดอีกราว 3 แสนล้านดอลลาร์ ออกมาใช้อุดช่องว่าง แต่กระนั้น นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ที่จะบีบให้ประธานาธิบดี “วลาดิเมียร์ ปูติน” ตัดสินใจยุติสงครามในยูเครนได้ เว้นเสียแต่ว่าราคาน้ำมันโลกจะตกลงไปอยู่ในระดับ 35-40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินหนึ่งปี
ในทางกลับกัน ความตึงเครียดทางการเงินที่สะสมมากขึ้น อาจกลายเป็นชนวนเหตุที่อันตรายยิ่งขึ้น นักวิเคราะห์เตือนว่า แทนที่ปัญหาเศรษฐกิจจะทำให้ผู้นำรัสเซียยอมถอย มันกลับอาจเป็นแรงกระตุ้นให้รัสเซียตัดสินใจ “เร่งยกระดับสงคราม” และเพิ่มความรุนแรงในการบุกโจมตี เพื่อพยายามปิดเกมและจบศึกให้ได้ตามเงื่อนไขที่ตนเองต้องการโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ทรัพยากรทางการเงิน อุปทานพลังงาน และความอดทนทางเศรษฐกิจภายในประเทศจะถดถอย จนไม่เหลือทางเลือกในอนาคต
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/854990&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F2D9j9s7ehyydz6Vc5TYh

