• Wed. Aug 19th, 2026

‘คลัง’กาง3แผน ดันเศรษฐกิจโต เที่ยวไทยทันต.ค.

‘คลัง’กาง3แผน-ดันเศรษฐกิจโต-เที่ยวไทยทันตค.‘คลัง’กาง3แผน ดันเศรษฐกิจโต เที่ยวไทยทันต.ค.

“อนุทิน-เอกนิติ” ยังไม่พอใจจีดีพีขยับมาที่ 2.2% นายกฯ บอกโตได้มากกว่านี้ “คลัง”  กางแผนขับเคลื่อน 3 ด้าน “ประคองเศรษฐกิจ-เปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน-เร่งลงทุน” สุรศักดิ์บอกยังไม่ชงไทยเที่ยวไทยพลัสเข้า ครม. รอหารือให้สะเด็ดน้ำก่อน

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2% โดยนายอนุทินรับว่า  คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้

 “เศรษฐกิจตอนนี้โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4, 5 และ 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้”  นายอนุทินกล่าว

ถามว่านายกฯ พอใจรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ยิ่งกว่าพอใจอีก

เมื่อถามนายเอกนิติว่าพอใจตัวเลขเศรษฐกิจที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2% หรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า ยังไม่พอใจ มีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติมคือการลงทุน เพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทย แล้วต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ ต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้

นายเอกนิติยังกล่าวว่า จีดีพีในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนการเผชิญวิกฤต 3 ระลอกของไทยอย่างชัดเจน ได้แก่ 1.วิกฤตพลังงาน 2.วิกฤตค่าครองชีพ และ 3.วิกฤตกำลังซื้อ ถ้าที่ผ่านมาหากเราไม่รีบทำ รีบแก้ปัญหาวิกฤต 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าเราไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่าน  ประเทศไทยก็จะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น

นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน 2.เร่งเปลี่ยนผ่านโดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน และ 3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประโยชน์ตกอยู่กับเอสเอ็มอีไทยและคนไทย

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสว่า  กระทรวงยังไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่สภาพัฒน์ได้รายงานสภาพเศรษฐกิจ รวมถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปเงื่อนไขของการใช้เงินในโครงการดังกล่าว เพื่อให้ทันภายในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ตามที่ได้วางกรอบเอาไว้ โดยจะพิจารณาให้สมบูรณ์รอบด้าน ขณะเดียวกันเรารับฟังความเห็นจากสมาคมโรงแรมที่ต้องการให้ดำเนินการให้ทันภายในเดือน ก.ย.นี้

รมว.การท่องเที่ยวฯ กล่าวว่า งบประมาณที่คาดว่าจะใช้ในเฟสแรก อยู่ที่ 1,750 ล้านบาท  หากโครงการประสบความสำเร็จจะพิจารณาในเฟสต่อไป เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ภายในประเทศด้านการท่องเที่ยวชะลอตัวลงบ้าง แต่หลังจากวิกฤตสงครามพลังงานมีตัวเลขที่ขยับขึ้น  ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 2-3% โดยคาดการณ์ตัวเลขในภาพรวมของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่กว่า 33 ล้านคน และเชื่อว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีตัวเลขจะเพิ่มขึ้น รวมถึงจะมีเปิดสายการบินใหม่จากประเทศต่างๆ คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพิ่มขึ้น

ถามถึงการดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสจะกระตุ้นเงินหมุนเวียนในประเทศได้มากน้อยแค่ไหน นายสุรศักดิ์กล่าวว่า คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไปในภาคบริการท่องเที่ยว โรงแรมที่พักผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยว 

ขณะที่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการสำรวจผู้ตกหล่นที่เข้าเกณฑ์การรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ประชาชนที่ยื่นอุทธรณ์สามารถมาใช้ที่ศูนย์บริการ one stop service ในแต่ละจังหวัดได้ และได้สั่งการกรมการปกครองและผู้นำท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ลงพื้นที่ไปหาประชาชนถึงบ้าน หากติดปัญหาอุปสรรคในเงื่อนไขของยานพาหนะ ก็ให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูว่าสภาพใช้ได้หรือไม่   รวมถึงให้เจ้าหน้าที่กรมการปกครองเก็บข้อมูลหลักฐาน เพื่อเป็นพยานให้ประชาชนยื่นอุทธรณ์  ส่วนใครที่มีบัญชีม้า บ้านม้า หรือมีรายได้เพิ่มเติม ก็จะประสานให้กระทรวงการคลังหรือกระทรวงพาณิชย์เช็กเพิ่มเติม โดยได้เน้นย้ำให้กรมการปกครองลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชน

เมื่อถามว่า ยอดการยื่นอุทธรณ์ไม่เคลื่อนไหว รวมถึงมีเสียงเรียกร้องว่าการเดินทางไปยังอำเภอยุ่งยาก กรณีนี้ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจมากแค่ไหน  นายพลพีร์กล่าวว่า ได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดควรบูรณาการในจังหวัด การที่ให้ประชาชนมาที่อำเภอที่เดียว บางที่ต้องเดินทางไป-กลับ 60 กิโลเมตร ซึ่งลำบาก ดังนั้น นายอำเภอก็สามารถใช้กำนันผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ได้เลย ซึ่งได้เน้นย้ำไปแล้ว และคิดว่าจะมีผู้เข้ายื่นอุทธรณ์เพิ่มขึ้นก่อนหมดเขตในสิ้นเดือน  ส.ค.นี้.

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/1052783/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xM7jP1aWohsaFW5a055Bl