สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจากไตรมาสแรกที่เติบโต 2.8% และหากเทียบไตรมาสก่อนหน้าแบบปรับผลทางฤดูกาล (QoQ) หดตัวเล็กน้อย 0.2% แต่อัตราการเติบโต 1.9% ถือว่าสูงกว่าที่ สศช.เคยประเมินที่ 1.5%
สศช.ระบุถึงแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาพรวมการลงทุนขยายตัว 9.1% โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนพุ่งถึง 13.4% สูงสุดรอบ 54 ไตรมาส ปัจจัยหลักมาจากการเร่งสั่งซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์
ส่วนภาคการส่งออกขยายตัวต่อเนื่องที่ 12.5% โดยกลุ่มสินค้าโดดเด่นคือเทคโนโลยี และไอที ซึ่งเติบโตรับวัฏจักรเทคโนโลยีโลก เช่น อุปกรณ์โทรคมนาคมพุ่ง 129% สวนทางกับกลุ่มรถยนต์นั่งที่หดตัวหนัก 42.4%
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 2.0-2.5% (ค่ากลาง 2.2%) โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวในเกณฑ์สูงของการลงทุนภาคเอกชน การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือน การส่งออกสินค้า และแรงขับเคลื่อนการใช้จ่าย และการลงทุนภาครัฐ
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในงานสัมมนา FETCO x ThaiBMA Investment Forum 2026 : INVESTMENT IN THE STORM ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยยังเปราะบางซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขการเติบโต
รวมถึงปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เศรษฐกิจสะดุดช่วงครึ่งหลังปี 2569 แม้ GDP ไตรมาส 2 จะขยายตัว 1.9% ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์แต่มอง “เชิงเทคนิค” ถือว่าน่ากังวล เนื่องจากเทียบไตรมาสต่อไตรมาส พบว่าติดลบ และเติบโตน้อยลงเทียบไตรมาสแรก
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ การขยายตัวของการนำเข้าสูงถึง 24% ซึ่งมากกว่าการส่งออกที่โตเพียง 12% ถึงหนึ่งเท่าตัวทำให้ สศช.ปรับคาดการณ์จากเดิมจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาเป็น “ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” สะท้อนชัดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะ “ใช้จ่ายเกินตัว”
ชี้ความเสี่ยงใหญ่ครึ่งหลัง
ขณะเดียวกันความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังน่ากังวลสุด ขึ้นกับการเจรจาการค้ากับสหรัฐปลายเดือนก.ย.นี้ เนื่องจากไทยพึ่งการส่งออกไปสหรัฐสัดส่วนสูงถึง 25% ของการส่งออกรวม หรือคิดเป็น 12-14% ของจีดีพี ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลเทียบเท่ารายได้ภาษีที่รัฐจัดเก็บได้ทั้งปี โดยหากการส่งออกสะดุดจะกระทบ GDP รุนแรงทันที
ดร.ศุภวุฒิ มีมุมมองข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่า รัฐบาลต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้การค้าสหรัฐสะดุดช่วงครึ่งปีหลัง อีกทั้งต้องพิจารณาความคุ้มค่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทย” อย่างระมัดระวังเพื่อรักษาความแข็งแกร่งทางการคลัง
รวมถึงเฝ้าระวังปัจจัยโลกยังต้องติดตามสถานการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) และการแก้ปัญหาค่าเงินเยนญี่ปุ่นใกล้ชิด เพราะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงตลาดเงิน และต้นทุนระดมทุนของไทย
นอกจากนี้ ด้านนโยบายการเงิน และการคลังเผชิญข้อจำกัด โดยนโยบายการเงินภายใต้ภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ประกอบกับราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อที่สูงทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยไม่ได้เพราะไม่มีเหตุผลสนับสนุนให้ดำเนินนโยบายผ่อนคลาย
ส่วนวินัยทางการคลัง มองว่ารัฐบาลไทยต้องรักษาความเข้มงวดทางการคลังอย่างยิ่ง เพราะรายจ่ายประจำปัจจุบันชนเพดานจนเหลือสัดส่วนงบลงทุนเพียง 20% หาก Bond Yield พุ่งสูงขึ้นตามทิศทางตลาดโลกจะยิ่งบีบคั้นงบประมาณของรัฐบาลให้ยากลำบากขึ้น
นอกจากนี้ ติดตามสถานการณ์ Bond Yield สหรัฐ และการแก้ปัญหาค่าเงินเยนของญี่ปุ่นใกล้ชิด เพราะกระทบต่อเนื่องถึงตลาดเงิน และต้นทุนการระดมทุนของไทย
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า แม้ไทยอยู่ขบวนลงทุน AI ทั่วโลก ท่ามกลางกระแสการไหลเข้าของ FDI เพื่อลงทุน Data Center และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ต้องระวังภาวะการลงทุนเกินความต้องการ (Over Investment) และปัญหาหนี้ที่สร้างขึ้นจากการลงทุนที่หากไม่มีผลตอบแทนคุ้มค่าในอนาคตอาจเกิดปัญหา “เจ๊ง” หรือฟองสบู่
อีกทั้งความเสี่ยงต้นทุนพลังงาน ซึ่งแน่นอนว่าการส่งเสริม Data Center อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานของประเทศ หากต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเพื่อผลิตไฟฟ้าป้อนระบบที่มีความต้องการสูงอาจทำให้ราคาพลังงานทั้งประเทศแพงขึ้น
“ไทยบีเอ็มเอ” จับตาเศรษฐกิจไตรมาส 3
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ให้มุมมองว่า แม้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ชะลอตัวลงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน แต่ปัจจุบันยังไม่เข้าภาวะถดถอย (Recession) เต็มตัวเพราะเศรษฐกิจยังขยายตัวเพียงแต่อัตราลดลง
ทั้งนี้ หากไตรมาส 3 ยังไม่ฟื้นตัวอาจทำให้ไทยเข้าภาวะการถดถอยทางเทคนิคได้นั้น แต่มองว่าช่วงที่ผ่านมานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมีส่วนสำคัญมากในการเร่งการเติบโต จึงต้องติดตามผลนโยบายรัฐบาลระยะยาว โดยเฉพาะงบประมาณ 200,000 ล้านบาท ที่ใช้ไปก่อนหน้านี้ และอีก 200,000 ล้านบาท สำหรับโครงการพลังงาน
นอกจากนี้มีนโยบายใหม่ เช่น งบประมาณด้านพลังงานสะอาด (โซลาร์) และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นปัจจัยหลักช่วยหนุนบรรยากาศเศรษฐกิจดีขึ้น แม้มีปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศที่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด
ห่วงไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัยเศรษฐกิจบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยว่า แนวโน้มที่ไทยเข้าภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recessions) หรือ GDP หดตัวติดต่อกันอย่างน้อย 2 ไตรมาส เทียบกับไตรมาสก่อน ยังอยู่ระดับต่ำเพราะแม้ไตรมาส 2 ชะลออยู่ที่ 1.9% แต่ทั้งปี สศช.เพิ่มประมาณการเป็น 2.2% สอดคล้อง InnovestX ที่ให้ไว้ 2%
ทั้งนี้เศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2569 หดตัวกว่าประเมินไว้ที่ 2.3% อยู่ที่เพียง 1.9% จากปัจจัยหลักการนำเข้าโตกว่า 24.2% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 21.4% เมื่อนำมาหักลบการส่งออกที่เติบโตเพียง 12.5% ทำให้การส่งออกสุทธิเพียงอย่างเดียวมีส่วนฉุดรั้ง GDP ถึง 7.7%
สำหรับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 5.9 แสนล้านบาท มาจากตัวเลขมูลค่าการนำเข้าเติบโตขึ้นก้าวกระโดดมาจาก 2 ส่วนหลัก ได้แก่
1.การนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์
2.การนำเข้าเครื่องจักร และเครื่องมือเพื่อการลงทุนในภาคเอกชน ซึ่งในส่วนนี้อาจเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจระยะยาว
ชี้ GDP ไตรมาส 3 ปีที่แล้ว “ฐานต่ำ”
ขณะที่ตัวเลขการลงทุนภาครัฐลดลงมาอยู่ที่ 1.6% จากการเร่งเบิกจ่ายไปในไตรมาส 1 ปี 2569 ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐส่วนของเงินเดือนข้าราชการประจำ และอื่นๆ โดยรวมชะลอลง อีกทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐเดือน มิ.ย.มีส่วนส่งเสริมการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนจำกัด โดยคาดว่าการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนที่เติบโต 1.9% ได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจถึง 1.2%
ทั้งนี้ เมื่อมองไตรมาส 3 ปี 2569 ยังมีทิศทางดีขึ้นจากไตรมาส 2 จากฐานปีก่อนที่ค่อนข้างต่ำ และการรับรู้ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐเต็มไตรมาส แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดจะมีแนวโน้มขาดดุลต่อเนื่อง ตามแนวโน้มการลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และเอไอที่เติบโต ส่วนในไตรมาส 4 ปี 2569 คาดจะกลับมาชะลอตัวลงอีกครั้งจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และฐานสูงปีก่อน
“เอกนิติ” ยืนยันกระตุ้นเศรษฐกิจถูกทาง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สงครามในอิหร่านเป็นจุดเปลี่ยน และสัญญาณเตือนว่าไทยรอให้วิกฤติราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหาไม่ได้
“ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งแรงกระเพื่อมยังต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพ โดยรัฐบาลต้องเร่งลงทุนให้ประเทศลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และราคาน้ำมันหรือก๊าซในตลาดโลกให้มากที่สุดในเวลาและงบประมาณจำกัด”
นายเอกนิติ กล่าวว่า เศรษฐกิจไตรมาส 2 สะท้อนความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นแหล่งเงินใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อประคองกำลังซื้อ และค่าครองชีพของประชาชน
ส่วนจะดำเนินโครงการต่อหรือไม่ในไตรมาสสุดท้ายของปีขอพิจารณาผลโครงการระยะแรกที่จะจบไตรมาส 3 และงบประมาณที่เหลืออยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ
“ถึงแม้ว่า GDP ไตรมาส 2 ไม่ใช่ตัวเลขที่พอใจ แต่ยืนยันว่าการคาดการณ์ และมาตรการประคองเศรษฐกิจมาถูกทาง” นายเอกนิติ ระบุ
ทั้งนี้ รัฐบาลเร่งส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนไตรมาส 2 เติบโต 13.4% หรือขยายตัวได้ถึง 2 หลัก โดยมีเงินการลงทุนจริง 2.55 แสนล้านบาท จากการเร่งผลักดันโครงการ Thailand Fast Pass ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
รวมทั้งทำให้ไทยในมุมมองต่างชาติเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศเกิดใหม่ที่คว้าโอกาสจาก ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่’ ของโลกรอบนี้ และเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลก
“คลัง”เร่งมาตรการรัฐสกัดเศรษฐกิจถดถอย
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อเทียบ GDP ไตรมาส 2 แบบไตรมาสต่อไตรมาส (QoQ) ที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลออกไป พบว่าติดลบแล้ว ดังนั้น เศรษฐกิจไตรมาส 3 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากหาก GDP ไตรมาส 3 ปรับตัวติดลบ QoQ อีกครั้ง จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคหรือ Technical Recession
ด้วยเหตุนี้ เม็ดเงินที่จะประคองเศรษฐกิจช่วงนี้จึงสำคัญมาก โดยไตรมาส 2 ภาครัฐอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบไปแล้ว 5 หมื่นกว่าล้านบาท และคาดว่าไตรมาส 3-4 จะมีเม็ดเงินระลอกใหม่จาก พ.ร.ก.เงินกู้ ทยอยเข้ามาอัดฉีดเพิ่มเติม
นอกจากนี้ มาตรการประคองเศรษฐกิจยังป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่จะสร้างความเสียหายระยะยาว โดยเฉพาะกับ SMEs ที่กำลังเจอภาวะบีบคั้น 2 ทาง (Double Squeeze) ซึ่งรายได้ลดลงในขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ซ้ำยังเผชิญอุปสรรคการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสินเชื่อ หากไม่มีมาตรการเยียวยาพยุงไว้ อาจทำให้มีผู้ประกอบการ SMEs ต้องปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1247841&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29jEEmcXwchWp_qyEd0Y8m

