ข้อมูลที่ ‘แสงชัย’ นำเสนอระบุว่า ไทยขาดดุลการค้ากับจีนต่อเนื่องมากกว่า 14 ปี ตั้งแต่ปี 2553 ถึง 2566 โดยมียอดขาดดุลสะสมประมาณ 1.27 ล้านล้านบาท ขณะที่เอสเอ็มอีไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปจีนเพียง 20% ส่วนการนำเข้าจากจีนอยู่ที่ 27% ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มีสัดส่วนการนำเข้าถึง 73% สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้านขนาดและศักยภาพการแข่งขันระหว่างธุรกิจไทยกับจีน
เมื่อเทียบสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ภาคเอสเอ็มอีไทยมีสัดส่วนประมาณ 35% ของเศรษฐกิจประเทศ ขณะที่เอสเอ็มอีจีนมีสัดส่วนสูงถึง 60% ทำให้เห็นชัดว่าธุรกิจรายย่อยของไทยยังมีข้อจำกัดทั้งด้านขนาด เงินทุน เทคโนโลยี และขีดความสามารถในการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม จีนยังถือเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญที่สุดของไทย โดยมีสัดส่วนประมาณ 28% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 5 แสนล้านบาท ขณะที่ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกามีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ประมาณ 10% สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางการค้าไทยจีนมีทั้งมิติของตลาดส่งออกและแรงกดดันจากสินค้านำเข้าในเวลาเดียวกัน
‘แสงชัย’ ระบุว่า สิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการคือการตรวจสอบการเข้ามาประกอบธุรกิจของต่างชาติให้เป็นไปตามกฎหมาย รวมถึงตรวจสอบว่ามีการเสียภาษีอย่างถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ พร้อมเดินหน้าจัดการสินค้าลอกเลียนแบบและสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ
นอกจากนี้ยังมีปัญหาในภาคการท่องเที่ยว ทั้งการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ทัวร์ราคาต่ำ คุณภาพการให้บริการ และการบังคับซื้อสินค้า ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตั้งแต่มัคคุเทศก์ ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก ธุรกิจรถเช่า ไปจนถึงธุรกิจบริการอื่นๆ ‘แสงชัย’ จึงเสนอให้ไทยมุ่งสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และกระจายประโยชน์ให้ผู้ประกอบการไทยอย่างทั่วถึง ตามเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีข้อกังวลว่าการเข้ามาของเงินทุนต่างชาติอาจผลักดันราคาที่ดินในบางพื้นที่ให้สูงขึ้น จนคนไทยเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ยากกว่าเดิม โดย ‘แสงชัย’ เรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการป้องกันการผูกขาด ควบคู่กับการสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยให้พัฒนานวัตกรรม สร้างแบรนด์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมเปิดตลาดระหว่างไทยกับจีนอย่างเท่าเทียม
ด้าน ‘ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ’ ผู้ก่อตั้งตลาดดอตคอม กล่าวว่า หลังวิกฤตโควิด สินค้าจีนไหลเข้าสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมีสินค้าบางส่วนที่ยังมีข้อกังวลเรื่องมาตรฐาน ทั้งสินค้าที่ไม่มีใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. และสินค้าที่ไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยเฉพาะอาหาร ผัก และผลไม้ ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบด้านสารเคมีและความปลอดภัยอย่างรอบคอบ
‘ภาวุธ’ ยังตั้งข้อสังเกตถึงช่องว่างในระบบนำเข้า ทั้งช่องทางพิเศษและระบบขนส่งที่อาจทำให้สินค้าบางประเภทเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ขณะที่โครงการนักสืบทุนเทา ซึ่งดำเนินงานภายใต้คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และเปิดช่องทางรับแจ้งข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มแทรฟฟี้ฟอนดูว์ พบเรื่องร้องเรียนมากกว่า 1,194 กรณีภายในเวลาเพียง 2 เดือน โดยมีทั้งข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของต่างชาติในสาขาที่กฎหมายสงวนไว้สำหรับคนไทย และการนำเข้าสินค้าโดยไม่เสียภาษีอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ
‘ภาวุธ’ มองว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมศุลกากร ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการกวาดล้างเป็นครั้งคราว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยเองก็ต้องเร่งปรับตัว ด้วยการนำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายช่องทางการขาย
ขณะที่ ‘สมหมาย ศิลป์ชัยชาญ’ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ความเห็นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะปัญหาเอสเอ็มอีซึ่งถือเป็นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีเอสเอ็มอีปิดกิจการแล้วกว่า 7,000 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน และยังมีความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่อในช่วงครึ่งปีหลัง
‘สมหมาย’ มองว่า ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแรง ปัญหาสภาพคล่อง และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า ขณะเดียวกันธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่สำคัญยังเผชิญการแข่งขันจากผู้ประกอบการต่างชาติ โดยเฉพาะโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยสูญเสียพื้นที่ทางธุรกิจมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนระดับสูง และความล่าช้าในการปรับปรุงกฎระเบียบ หากปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้สะสมต่อไป การเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีโอกาสอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง
ด้าน ‘ธนวรรธน์ พลวิชัย’ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 35 เดือน หรือเกือบ 3 ปี
ปัจจัยกดดันหลักมาจากกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ ภาระหนี้ รายได้ที่ขยายตัวช้า การแข่งขันจากสินค้าและทุนต่างชาติ ตลอดจนต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่มั่นใจว่าสถานการณ์ในช่วงครึ่งหลังของปีจะฟื้นตัวได้ชัดเจน โดยเฉพาะภาคการค้าและการลงทุน
แม้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะเริ่มปรับดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและราคาพลังงานที่ผ่อนคลายลง แต่ภาพรวมจีดีพีไทยปี 2569 ยังถูกประเมินว่าจะขยายตัวเพียง 2.0-2.5%
สำหรับประเด็นการถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ฐานเศรษฐกิจรายงานว่า ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 หน่วยงานภาครัฐพบความคืบหน้าการตรวจสอบการใช้บริษัทอำพรางในการซื้อบ้านหรูย่านพัฒนาการและกรุงเทพกรีฑา มูลค่ารวมกว่า 1,275 ล้านบาท โดยมีข้อสงสัยว่าบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นคนไทยอาจถูกนำมาใช้เป็นช่องทางในการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์แทนบุคคลต่างชาติ
การตรวจสอบยังขยายไปยังพื้นที่สำคัญหลายแห่ง ทั้งกรุงเทพมหานคร พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยมีหน่วยงานอย่างกรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ร่วมตรวจสอบทั้งแหล่งที่มาของเงินและการประกอบธุรกิจที่แท้จริง
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐต้องสร้างสมดุลระหว่างการเปิดรับเงินลงทุนจากต่างประเทศกับการป้องกันการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดในการถือครองทรัพย์สิน โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดไม่ควรกระทบผู้ลงทุนต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ภาพรวมจากทุกภาคส่วนจึงนำไปสู่ข้อเสนอเดียวกันว่า รัฐบาลต้องเร่งบูรณาการการทำงานของกรมศุลกากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อปิดช่องโหว่ทั้งการนำเข้า การเสียภาษี การประกอบธุรกิจของต่างชาติ และการใช้คนไทยเป็นนอมินี พร้อมยกระดับการตรวจสอบสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน การปกป้องเอสเอ็มอีไทยไม่ควรจบเพียงการสกัดสินค้านำเข้า แต่ต้องเร่งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการ ทั้งการเข้าถึงเงินทุนต้นทุนต่ำ การนำเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุน การพัฒนาสินค้าและบริการ การสร้างแบรนด์ และการขยายตลาดใหม่ โดยเฉพาะการผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนให้มากขึ้น ภายใต้กติกาที่เป็นธรรมและเท่าเทียม
โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่การปิดประเทศหรือปฏิเสธการค้าเสรี แต่คือการทำให้การแข่งขันอยู่บนกติกาเดียวกัน เพราะหากสินค้าราคาถูก เงินทุนต่างชาติ และช่องทางธุรกิจที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่เอสเอ็มอีไทยยังขาดความสามารถในการแข่งขัน ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้ประกอบการรายย่อย แต่มีโอกาสลุกลามไปถึงโครงสร้างและความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/864635&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X78THeXsyjfHjZuwqz_Do

