ธนาคารกลางเวียดนามออกโรงเตือนว่า “ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ เริ่มระดมเงินทุนได้ไม่ทันกับความต้องการขอกู้ยืม สวนทางกับนโยบายของรัฐบาลที่กำลังกดดันให้ทั้งแบงก์ชาติและธนาคารพาณิชย์เร่งปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น เพื่อผลักดันเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงถึงระดับเลขสองหลัก (ตั้งแต่ 10% ขึ้นไป)”
“ยอดสินเชื่อคงค้างในรูปสกุลเงินดองในปัจจุบัน มีมูลค่าสูงกว่ายอดเงินฝากอยู่ราว 2 พันล้านล้านดอง (ราว 2.54 ล้านล้านบาท)…ความไม่สมดุลดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของธนาคารผู้ปล่อยกู้ และอาจสั่นคลอนเสถียรภาพของระบบการเงินการธนาคารทั้งประเทศ”
— ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ระบุในรายงาน
วิลลี ทาโนโต จาก Fitch Ratings สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เปิดเผยว่า “กลุ่มธนาคารจากจีน ไต้หวัน และตะวันออกกลาง เป็นหนึ่งในกลุ่มทุนที่แสดงความสนใจเข้ามาปล่อยกู้ให้แก่ธนาคารเวียดนามที่กำลังเร่งหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศ โดยมีรายงานว่ามูลค่าการกู้เงินร่วมกันในแต่ละข้อตกลงนั้น สูงถึงหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ”
“ปัจจุบันมีธนาคารต่างชาติหลายแห่งที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในเวียดนามผ่านการเปิดสาขา และคาดว่าจะมีธนาคารรายใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้นอีกภายใต้แผนการของรัฐบาลที่ต้องการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Centre) แม้ว่ารายละเอียดสำคัญของแผนการนี้จะยังไม่มีความชัดเจนก็ตาม ขณะที่ธนาคารจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้เข้ามาเป็นผู้ลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของเวียดนามหลายแห่งอยู่ก่อนแล้ว” บรรดานักวิเคราะห์ระบุ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเมื่อเดือนที่ผ่านมา เอชดีแบงก์ (HDBank) ธนาคารเอกชนขนาดกลางในเครือสายการบินราคาประหยัดเวียตเจ็ท (VietJet) ประกาศว่า “ธนาคารประสบความสำเร็จอย่างมากในการระดมทุน โดยได้รับวงเงินกู้ร่วมจากกลุ่มสถาบันการเงินต่างประเทศสูงถึง 721 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.39 หมื่นล้านบาท) ซึ่งยอดเม็ดเงินที่ได้นี้สูงกว่าเป้าหมายที่ธนาคารตั้งไว้ในตอนแรกถึง 60%”
สำหรับกลุ่มสถาบันการเงินต่างประเทศที่ร่วมปล่อยกู้ให้กับเอชดีแบงก์ในครั้งนี้ ประกอบด้วย : ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (Standard Chartered), คอมเมิร์ซแบงก์ (Commerzbank) จากเยอรมนี และเอ็มยูเอฟจี แบงก์ (MUFG Bank) จากญี่ปุ่น
อย่างไรก็ดี ดีลของเอชดีแบงก์ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิถุนายน วีพีแบงก์ (VPBank) ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารเอกชนรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ก็ประสบความสำเร็จในการกู้เงินจากต่างประเทศก้อนมหึมาถึง 1,440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.8 หมื่นล้านบาท) มาแล้ว โดยมีกลุ่มการเงินซูมิโตโม มิตซุย (Sumitomo Mitsui) ของญี่ปุ่นเป็นหัวเรือใหญ่และมีบทบาทสำคัญในการช่วยผลักดันข้อตกลงดังกล่าว
นอกจากนี้ เทคคอมแบงก์ (Techcombank) ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนชั้นนำอีกแห่งหนึ่ง ก็กำลังอยู่ในระหว่างขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อขอกู้เงินจากต่างประเทศมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) เช่นกัน
“ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศกำลังปรับตัวสูงขึ้น การหันไปพึ่งพาแหล่งเงินทุนระยะกลางถึงระยะยาวจากต่างประเทศจึงกลับมาคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจอีกครั้ง…ทางธนาคารเคยระดมทุนจากต่างประเทศในจำนวนที่ใกล้เคียงกันนี้มาแล้วในปี 2022 และปกติจะเข้าหาตลาดทุนระหว่างประเทศอยู่เสมอเมื่อสบโอกาสที่เหมาะสม โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ต้นทุนการกู้ยืมเงินดอลลาร์ค่อนข้างถูก…ผมคิดว่ากลุ่มทุนต่างชาติยังคงมีความต้องการที่จะลงทุนในเวียดนามอยู่”
— เจนส์ ล็อตเนอร์ ซีอีโอของเทคคอมแบงก์ กล่าว
ข้อมูลจากธนาคารกลางระบุว่า “ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูง อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาวในเวียดนามเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ช่วง 5.9% – 7.8% จากเดิมที่เคยอยู่ที่ 4.8% – 7.1% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า”
ขณะที่ ทาโนโต จาก Fitch Ratings ระบุทิ้งท้ายว่า “การกู้ยืมเงินจากต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่เนื่องจากธุรกรรมจำนวนมากเป็นการตกลงกันโดยตรงแบบทวิภาคี (ระหว่างสองฝ่าย) จึงทำให้ยากต่อการประเมินมูลค่าเม็ดเงินรวมทั้งหมดที่ระดมทุนไปในขณะนี้”
(Photo by HILARY WARDHAUGH / AFP)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/vietnam-warns-77-billion-dollar-funding-gap-is-risk-to-stability&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tdSZkI8jm9mxIhYn5XRAs

