ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย จับมือกับพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด Thailand – Myanmar Business Forum 2026

Published

เวลาอ่าน: 9 นาที

หมุดหมายหนึ่งของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในการมาเยือนไทยครั้งนี้ คือการร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Thailand – Myanmar Business Forum 2026” ซึ่งเป็นเวทีเสวนาความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทยและเมียนมา

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในเมียนมา ระบุว่าในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างไทยและเมียนมาหดตัวลง โดยไทยส่งออก 1.46 แสนล้านบาท หดตัวลงร้อยละ 0.63 และนำเข้า 9.7 หมื่นล้านบาท หดตัวลงร้อยละ 9.04

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวในวันนี้ (6 ส.ค.) ว่า ไทยต้องการจะฟื้นคืนบรรยากาศการค้าของทั้งสองประเทศให้กลับมาคึกคัก ขณะที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ระบุถึงนโยบายของไทยในการ “นำเมียนมากลับสู่อาเซียน”

ขณะที่พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา กล่าวชื่นชมไทยว่าเป็น “มิตรที่แท้จริง” และชักชวนนักธุรกิจให้เข้าไปลงทุนในเมียนมา

บนเวทีที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งนายพิษณุ สุวรรณะชฎ นายกสมาคมไทย-พม่า เพื่อมิตรภาพ อธิบายว่าเป็น “ก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ” มีการเปิดเผยถึงความร่วมมือใดบ้างที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

“อนุทิน” เผยเตรียมเปิดด่านชายแดนเพิ่ม ฟื้นการค้าไทย – เมียนมา

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวสุนทรพจน์เป็นภาษาไทยในพิธีเปิดงานช่วงบ่ายวันนี้ ระบุว่าไทยและเมียนมา “พร้อมก้าวประเดิมบทใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ตั้งบนความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ”

เขาเน้นย้ำว่าเมียนมาเป็น “หนึ่งในหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย” โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันถึง 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.4 แสนล้านบาท) ซึ่งยังมีศักยภาพในการขยายให้เติบโตขึ้นได้อีกมาก ในขณะเดียวกัน การลงทุนของไทยในประเทศเมียนมาก็มีความครอบคลุมทั้งในภาคพลังงาน อุตสาหกรรม การผลิต คมนาคม การสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งในการหารือระหว่างเขากับประธานาธิบดีเมียนมาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา “มีความเห็นพ้องร่วมกันที่จะเดินหน้าความร่วมมือหลาย ๆ เรื่อง”

หนึ่งในนั้นที่มีการเปิดเผยจากคำกล่าวสุนทรพจน์ของนายอนุทิน คือข้อตกลงที่จะมีการกลับมาเปิดใช้งานสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 และจะพิจารณาการเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติมในพื้นที่ที่สถานการณ์เอื้ออำนวย

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

ได้รับความนิยมสูงสุด

End of ได้รับความนิยมสูงสุด

“ไทยมีความยินดีที่สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ที่แม่สอด-เมียวดี ได้กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง และจะร่วมกันแก้ไขอุปสรรคด้านกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้การค้าผ่านเส้นทางสำคัญแห่งนี้กลับมาดำเนินได้อย่างเต็มศักยภาพโดยเร็วที่สุด” นายอนุทินกล่าว

“ตัวผมและท่านประธานาธิบดีมีความตั้งใจร่วมกันที่จะทำให้บรรยากาศการค้าของทั้งสองประเทศกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง โดยในปีนี้ประเทศไทยเราจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้าระหว่างรัฐมนตรีพาณิชย์ของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.9 แสนล้านบาท) ให้ได้”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ระบุว่า ไทยและเมียนมา “พร้อมก้าวประเดิมบทใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ” ระหว่างกัน

เตรียมขยายการลงทุนเพราะ “เชื่อมั่นในศักยภาพ” ของเมียนมา

ความร่วมมืออีกด้านคือการขยายการลงทุนใน “สาขาที่สองประเทศมีศักยภาพร่วมกัน” อาทิ ด้านการเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว ซึ่งนายอนุทินระบุว่า ภาคเอกชนไทย “ยังมีความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของเมียนมา” โดยให้คำมั่นว่าทั้งสองรัฐบาลจะทำหน้าที่สนับสนุนธุรกิจอย่างเต็มที่ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันลดอุปสรรค ลดขั้นตอน และปรับปรุงกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุน ขยายกิจการ และสร้างงานได้อย่างเต็มศักยภาพ

เขาบอกด้วยว่าจะมีการเดินหน้าสานต่อโครงการความร่วมมือด้านพลังงานที่มีอยู่ และเร่งกระบวนการต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับทั้งสองประเทศ รวมถึงจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ และการปรับปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาด้วย

“โลกในวันนี้กำลังปรับโครงสร้างของ supply chain (ห่วงโซ่อุปทาน) ใหม่ ประเทศที่สามารถเชื่อมโยงผู้คน การค้า และการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นประเทศที่ได้รับโอกาส และประเทศที่มีศักยภาพสูงสุดในภูมิภาคนี้ก็คือประเทศไทยและเมียนมา ถ้ารวมกันได้ เราจะสามารถที่จะใช้เส้นทางคมนาคม ขนส่งสินค้าของทั้งสองประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เราได้มีโอกาสสร้างความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนความร่วมมือกันที่จะเป็นพลังอันสำคัญมาก” นายอนุทินกล่าว

เขาบอกด้วยว่า รัฐบาลทั้งสองประเทศยังพร้อมสนับสนุนให้ธุรกิจและผู้ประกอบการภาคเอกชนของแต่ละประเทศได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพราะมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้

“การจัดงานในวันนี้จึงเป็นมากกว่าเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และต้องถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือและความเปลี่ยนแปลงที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะร่วมกันสร้างเพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ” เขาระบุ

มิน อ่อง หล่าย ชมไทยเป็น “มิตรที่แท้จริง” หวังปราบปรามการค้าชายแดนผิดกฎหมาย

ความร่วมมือทางการค้านี้ยังถูกเน้นย้ำผ่านสุนทรพจน์ของ พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ที่ขึ้นกล่าวต่อในงานเป็นภาษาพม่าด้วยเช่นกัน

โดยตามที่มีการแปลผ่านล่ามเป็นภาษาไทย ผู้นำเมียนมาบอกว่าไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของเมียนมาเช่นกัน เขาบอกว่าเมียนมาและไทยมีประเพณีที่ไม่เพียงเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดต่อกันทางบกและทางทะเลเท่านั้น แต่ยังเป็น “มิตรที่แท้จริง” โดยมีความสัมพันธ์ทางการทูตกันมายาวนานกว่า 70 ปี

พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ยังบอกว่าไทยและเมียนมายังมีศักยภาพที่จะขยายความร่วมมือกันอีกในหลายด้าน โดยบอกว่าไทยเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสินค้าที่สำคัญที่สุดของประเทศเมียนมา โดยส่งออกสินค้าประเภท ก๊าซธรรมชาติ และสินค้าเกษตร อาทิ หัวหอมใหญ่ ขณะที่สินค้าจำนวนมากที่นำเข้าจากไทย ได้แก่ สินค้าเพื่อการก่อสร้าง เครื่องจักร และยางต่าง ๆ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับ 5 ของประเทศเมียนมา มีการลงทุนรวมกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.3 แสนล้านบาท)

เขายังเน้นย้ำความสำคัญของการค้าชายแดนบริเวณต่าง ๆ อาทิ แม่สอด-เมียวดี และแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก พร้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ร่วมกันปราบปรามการค้าผิดกฎหมายบริเวณชายแดน เพราะ “ไม่เพียงแต่ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ทางภาษีเท่านั้น แต่ยังนำพาสินค้าและสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ตลาด”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา กล่าวผ่านล่ามแปลภาษาว่า ไทยไม่เพียงเป็นประเทศเพื่อนบ้านกับเมียนมาเท่านั้น แต่ยังเป็น “มิตรที่แท้จริง” ด้วย

เผยเมียนมาพร้อมเป็น “สะพานเชื่อมทางบก” เอื้อไทยส่งออกสินค้า

ประธานาธิบดีเมียนมายังกล่าวถึงความสำคัญของเมียนมาที่เปรียบเสมือนจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเป็น “สะพานเชื่อมทางบก” ระหว่างอาเซียนกับเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ และเป็นประตูส่วนหลังที่สำคัญสำหรับการคมนาคมทางทะเลในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งตอนนี้ก็กำลังพัฒนาโครงการสำคัญต่าง ๆ เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษจอกพยู และเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดยเขาเชื่อว่าทวายจะเป็น “จุดส่งออกสินค้าที่ใกล้ที่สุดของไทยไปสู่เอเชียใต้และเอเชียตะวันออก”

พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ยังชักชวนนักธุรกิจไทย ขอให้มีความมั่นใจในการเข้ามาลงทุนในเมียนมา โดยระบุถึงข้อตกลงและกฎหมายต่าง ๆ ในการคุ้มครองนักลงทุน

“ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดงานเสวนาในวันนี้จะช่วยขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศสู่มิติใหม่” พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย กล่าวผ่านล่ามแปลภาษา

“สีหศักดิ์” เผยไทยพร้อมพาเมียนมากลับสู่อาเซียน ภายใต้เงื่อนไขต้องตอบสนองต่อข้อกังวล

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ระบุในการแถลงข่าวหลังพิธีเปิดเวทีเสวนา ระบุว่าการมาเยือนของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ในครั้งนี้ นับเป็นการมาเยือนในช่วงเวลาสำคัญ ตามที่ประธานาธิบดีเมียนมาระบุว่าเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านที่การเมืองของเมียนมากำลัง “ไปสู่เส้นทางประชาธิปไตย และนำประเทศไปสู่ความก้าวหน้า”

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า นโยบายของไทยต่อเมียนมามีอยู่ด้วยกัน 2 แทร็ค คือส่วนที่เป็นการพูดคุยทวิภาคีในประเด็นต่าง ๆ ทั้งในเรื่องความมั่นคงชายแดน และความร่วมมือระหว่างกันในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ ยาเสพติด และมลพิษ และมีส่วนที่เป็นการพูดคุยระหว่างภาคเอกชนเรื่องการค้าการลงทุน ซึ่งมีการหารืออย่างครอบคลุมทุกมิติ ตรงไปตรงมา และสร้างสรรค์

“เราเห็นตรงกันว่าเราจะต้องพยายามพัฒนาความร่วมมือในทุกด้านที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน” นายสีหศักดิ์กล่าว โดยบอกว่าทั้งสองฝ่ายจะพยายามให้มีการแลกเปลี่ยน ไปมาหาสู่กัน ในระดับต่าง ๆ มากขึ้น โดยใช้กลไกความร่วมมือต่าง ๆ อาทิ คณะกรรมาธิการร่วมที่มี รมว.ต่างประเทศของทั้งสองประเทศเป็นประธาน หรือคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้า ซึ่งมีรัฐมนตรีพาณิชย์ทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วม รวมทั้งกลไกคณะกรรมการระดับสูง (HLC) ที่มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองประเทศเข้าร่วม

นายสีหศักดิ์ยังระบุถึงประเด็นต่าง ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายมีการหารือร่วมกัน อาทิ

  • การตั้งเป้าหมายทำให้ชายแดนมีสันติภาพ ประชาชนปลอดภัย กลับเข้าสู่การค้าปกติ
  • การปราบปรามอาชญากรรม-ยาเสพติด ขยายความร่วมมือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ความร่วมมือด้านข่าวกรอง และการตัดเส้นทางทางการเงินของอาชญากร
  • การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน เช่น ปัญหาหมอกควันข้ามแดน มลพิษในแม่น้ำกก–แม่น้ำสาย โดยจะมีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาแก้ไขปัญหา
  • การเพิ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ อาทิ การสร้างเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างไทย-เมียนมา และอินเดีย ซึ่งจะเป็นช่องทางที่ช่วยส่งเสริมการขนส่งสินค้า รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือด้านแรงงาน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ระบุว่า นโยบายของไทยในตอนนี้มีความต้องการจะ “นำเมียนมากลับสู่อาเซียน” ภายใต้เงื่อนไขที่ทางการเมียนมาเองก็ต้องตอบสนองต่อข้อกังวลต่าง ๆ ของไทย

นายสีหศักดิ์ ยังระบุถึงนโยบายการต่างประเทศของไทยที่มีต่อเมียนมา ขณะนี้ปฏิบัติตามแนวทาง “calibrated re-engagement” ซึ่งหมายถึงการกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา แต่ในขณะเดียวกันฝ่ายเมียนมาก็ต้องมีการตอบสนองต่อข้อกังวลต่าง ๆ ของไทยด้วย

“นโยบายของไทยที่เราได้ย้ำกับประธานาธิบดีเมียนมาคือ เราต้องการที่จะนำเมียนมากลับสู่อาเซียน เพราะเราเห็นว่าเมียนมาน่าจะมีความสำคัญต่อเอกภาพของอาเซียน ในช่วงที่โลกกำลังเจอกับความผันแปรต่าง ๆ” นายสีหศักดิ์กล่าว “มันเป็นสองเส้นทาง ในส่วนของเรา เราก็พยายามมีปฏิสัมพันธ์ แต่ในขณะเดียวกัน ทางฝ่ายเมียนมาก็จำเป็นเหมือนกันที่จะต้องมีการตอบสนองต่อข้อกังวลต่าง ๆ”

เขากล่าวถึงข้อกังวลของฝั่งไทย คือการอยากให้เมียนมามีเสถียรภาพ มีสันติภาพ ซึ่งอยู่ในฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ซึ่งไทยให้ความสำคัญกับองค์ประกอบภายในฉันทามติดังกล่าวว่าจะมีแนวทางปฏิบัติจริงอย่างไร

“เราก็ยังมีความคาดหวังว่า หนึ่ง ความรุนแรงจะลดลง แล้วก็พลเรือนไม่ได้รับผลกระทบ สอง ของเราก็มีความคาดหวังว่าจะมีกระบวนการพูดคุยที่เปิดกว้างกับทุกฝ่าย แล้วก็น่าเชื่อถือ มันอาจจะไม่ได้เป็นทุกคนมานั่งในโต๊ะเดียวกันพร้อมกันครั้งหนึ่งนะครับ มันอาจจะเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ แต่ขอให้มันมีความคืบหน้า” รมว.ต่างประเทศของไทยกล่าว

เขายังบอกว่าไทยมีความคาดหวังในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนางออง ซาน ซู จี อดีตผู้นำเมียนมาที่ถูกคุมขังด้วย ซึ่งเขา “ดีใจที่มีพัฒนาการ” เปลี่ยนจากการคุมขังในเรือนจำมาอยู่ที่บ้านพักและอนุญาตให้คณะผู้แทนจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าพบได้ ซึ่งเขาก็หวังว่าหลังจากนี้ทางผู้นำเมียนมาจะเปิดโอกาสให้ผู้แทนพิเศษของอาเซียนได้เข้าพบนางออง ซาน ซู จี ด้วยเช่นกัน

“สำหรับประเทศไทย นโยบายของเราก็คือเน้นปฏิสัมพันธ์ ส่วนทวิภาคีเราก็มีความร่วมมือ เป็นประเด็นที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นเพื่อนบ้าน แต่เราก็ไม่ได้ทอดทิ้งความกังวลที่เรามีต่อสถานการณ์ในเมียนมา และเราก็พยายามสนับสนุน แสดงความคาดหวังให้รัฐบาลเมียนมาได้เดินหน้าต่อไปในกระบวนการเปลี่ยนผ่านของเขาที่จะไปสู่ประชาธิปไตยอย่างที่ประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย ได้บอก ไปสู่สันติภาพ ความมั่นคง ซึ่งเส้นทางนี้ก็ต้องมีการปรองดอง” นายสีหศักดิ์กล่าว

“ก็เชื่อว่ามันคงต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่เราต้องดูว่ามันมีความก้าวหน้าอย่างไร… ประเทศไทยเราไม่ได้ไปชี้ว่าจะต้องทำอย่างนี้ ๆ เขารู้แล้วว่าเขาจะต้องทำอะไรเพื่อสันติภาพ อะไรที่เราอำนวยความสะดวกได้ เราก็พร้อมที่จะอำนวยความสะดวก” รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศของไทยระบุ