• Thu. Aug 6th, 2026

“เศรษฐกิจต้องไม่สะดุด” อนุทินจับมือมินอ่องหล่าย ตั้งเป้าการค้า 12,000 ล้านดอลลาร์ ผลักดันการค้าชายแดน

“เศรษฐกิจต้องไม่สะดุด”-อนุทินจับมือมินอ่องหล่าย-ตั้งเป้าการค้า-12,000-ล้านดอลลาร์-ผลักดันการค้าชายแดน“เศรษฐกิจต้องไม่สะดุด” อนุทินจับมือมินอ่องหล่าย ตั้งเป้าการค้า 12,000 ล้านดอลลาร์ ผลักดันการค้าชายแดน

วันนี้ (6 สิงหาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand-Myanmar Business Forum 2026 ในหัวข้อ ‘New Chapter and Future of Enhancing the Thailand-Myanmar Business Partnership’ ซึ่งจัดโดยสมาคมไทย-พม่า เพื่อมิตรภาพ และสหพันธ์สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของเมียนมา โดยมีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมกว่า 700 คน

อนุทินแสดงความยินดีที่ได้มาร่วมงานวันนี้กับ พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา โดยทั้งสองประเทศ ‘เห็นพ้อง’ ที่จะก้าวไปสู่บทใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ

ผู้นำของไทยได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ร่วมและบทบาทหน้าที่สำคัญของรัฐบาล โดยระบุว่า ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองทั้งภายในหรือภายนอกประเทศจะเป็นเช่นไร รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความปลอดภัย มั่นคง มีงานทำ มีรายได้ และมีอนาคต พร้อมเน้นย้ำว่า “เศรษฐกิจต้องไม่สะดุด ธุรกิจต้องเดินหน้า”

ทั้งยังระบุว่า ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศถือเป็นกำลังสำคัญมาโดยตลอดหลายทศวรรษในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ สร้างการลงทุน การจ้างงาน และสร้างโอกาสให้กับผู้คนจำนวนมาก

ส่วนสถานการณ์ทางการค้าและการลงทุนในปัจจุบันนั้น อนุทินกล่าวว่า เมียนมาเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันในปัจจุบันอยู่ที่ 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า ยังมีโอกาสและศักยภาพที่จะเติบโตได้มากกว่านี้อีกมาก โดยขอบเขตการลงทุนของไทยในเมียนมานั้น ครอบคลุมหลายภาคส่วนสำคัญที่เป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว ได้แก่ ภาคพลังงาน, อุตสาหกรรมการผลิต, คมนาคม, โลจิสติกส์, การสื่อสาร, อสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยว

อนุทินยังระบุอีกว่า ทั้งสองประเทศแสดงความยินดีที่ สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 (เชื่อมแม่สอด-เมียวดี) ได้กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง และพร้อมร่วมกันแก้ไขอุปสรรคทางกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้การค้าผ่านเส้นทางนี้กลับมาดำเนินงานได้เต็มศักยภาพอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเตรียมพิจารณาเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติมในพื้นที่ที่สถานการณ์เอื้ออำนวย เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าขายของประชาชนทั้งสองฝั่ง

ผู้นำทั้งไทยและเมียนมามีความตั้งใจร่วมกันที่จะทำให้บรรยากาศการค้าของทั้งสองประเทศกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่งภายในปีนี้ และประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า (Joint Trade Committee: JTC) ระหว่างรัฐมนตรีพาณิชย์ของทั้งสองประเทศ เพื่อขับเคลื่อนมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้ได้โดยเร็ว

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน อนุทินกล่าวว่า ภาคเอกชนไทยยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของเมียนมา และพร้อมขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นในกลุ่ม พลังงาน, การเกษตร, อุตสาหกรรมการเกษตร, โครงสร้างพื้นฐาน, การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รัฐบาลของเราทั้งสองจะทำหน้าที่สนับสนุนภาคธุรกิจอย่างเต็มที่ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันลดอุปสรรค ลดขั้นตอน และปรับปรุงกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุน ขยายกิจการ และสร้างงานได้อย่างเต็มศักยภาพ

ในด้านพลังงานและโลจิสติกส์นั้น จะมีการเร่งรัดดำเนินงานและสานต่อโครงการความร่วมมือด้านพลังงานที่มีอยู่เดิมให้เกิดความมั่นคงร่วมกัน รวมถึงเตรียมจัดตั้ง ‘คณะทำงานร่วมด้านการส่งเสริมความเชื่อมโยง’ เพื่อผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและปรับกฎระเบียบด้านโลจิสติกส์ให้สอดคล้องกันมากยิ่งขึ้น

อนุทินระบุว่า ภายใต้บริบทโลกที่กำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ใหม่ หากไทยและเมียนมาร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถเปิดใช้ประโยชน์จากเส้นทางคมนาคมและระบบขนส่งสินค้าเชื่อมต่อระหว่าง ‘ทั้งสองชายฝั่ง’ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบและโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกัน

อนุทินยังเน้นย้ำว่า ภาคเอกชนจะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนโอกาสเหล่านี้ รัฐบาลของเราทั้งสองพร้อมสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการทั้งสองประเทศทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และเปลี่ยนโอกาสให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ การจัดงานในวันนี้จึงเป็นมากกว่าเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และต้องถือว่าเป็น ‘จุดเริ่มต้น’ ของความร่วมมือและความเปลี่ยนแปลงที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะร่วมกันสร้าง เพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

ทางด้าน มินอ่องหล่าย ก็ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ด้วยภาษาเมียนมา โดยได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์และกรอบความร่วมมือของไทย-เมียนมา ซึ่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1948 โดยได้รับการยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นเป็น ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ตามธรรมชาติ’ (Natural Strategic Partnership) ในปี 2018 ทั้งยังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดภายใต้กรอบระดับภูมิภาคที่สำคัญ เช่น อาเซียน, ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง เช่น ACMECS

มินอ่องหล่ายยังได้กล่าวว่า เมียนมาแสดงความขอบคุณต่อประเทศไทยที่เป็น ‘มิตร’ ที่แท้จริง คอยให้ความเข้าใจและให้การสนับสนุนเมียนมามาโดยตลอด

โดยผู้นำเมียนมายังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการค้าชายแดน ด้วยพรมแดนติดต่อกันยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร ด่านการค้าหลักอย่าง ด่านเมียวดี-แม่สอด และด่านท่าขี้เหล็ก จึงถือเป็น ‘เส้นเลือดใหญ่’ ของการค้าชายแดนระหว่างกัน ทั้งยังมุ่งมั่นที่จะปราบปรามการค้าผิดกฎหมายร่วมกัน

มินอ่องหล่ายยังกล่าวถึงเมกะโปรเจกต์เชิงยุทธศาสตร์และการเชื่อมโยงระดับภูมิภาค เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei SEZ & Deep Sea Port) เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุด และถือเป็นจุดขนถ่ายสินค้าทางทะเลที่สั้นที่สุดสำหรับไทยไปสู่ภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันตก พร้อมเชิญชวนให้นักลงทุนไทยเข้าร่วมลงทุนในเมียนมา

ABOUT THE PHOTOGRAPHER
ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-myanmar-trade-target/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ypRDhFcarSRKuxJEJfn05