• Sat. Aug 1st, 2026

‘เอกนิติ’ ผนึก ‘กรอ.’ ตั้ง 5 คณะทำงาน จัดทำแผน ‘Quick Big Win’ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยใน 4 ปี

‘เอกนิติ’-ผนึก-‘กรอ.’-ตั้ง-5-คณะทำงาน-จัดทำแผน-‘quick-big-win’-ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยใน-4-ปี‘เอกนิติ’ ผนึก ‘กรอ.’ ตั้ง 5 คณะทำงาน จัดทำแผน ‘Quick Big Win’ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยใน 4 ปี

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และรมว.คลัง ผนึกเอกชน จัดตั้ง 5 คณะทำงาน พร้อมสั่งการจัดทำแผน ‘Quick Big Win’ ระยะ 6 เดือน 2 ปี และ 4 ปี ตั้งเป้ายกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยโต 3% พลัส เพิ่มระดับการลงทุนเป็น 30% ภายในปี 2572

วันนี้ (31 กรกฎาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ได้มีมติจัดตั้งคณะทำงาน 5 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

1. Investment & industry transformation hub

มี นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นประธานคณะทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการยกระดับในภาคอุตสาหกรรมเก่า รวมถึงเร่งลงทุนในภาคอุตสาหกรรมใหม่ และเร่งรัดการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาตธุรกิจต่าง ๆ พร้อมกับเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่สำหรับรองรับการลงทุนในอนาคต

อีกทั้งยกระดับทักษะบุคลากรไทยผ่านโปรแกรม Skill Bridge และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว (Bio & Green) ยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การแพทย์ และอาหารแห่งอนาคต

นอกจากนี้ ต้องสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain ของอุตสาหกรรมระดับโลก และเพิ่มสัดส่วน Local Content ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งใช้เครื่องมือด้านการเงินการคลัง เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษและมาตรการภาษี ควบคู่กับระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทย

2. AI & Digital hub

มี ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นประธานคณะทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้าน AI ผ่านการดึงดูดการลงทุนใน AI, Semiconductor, Chip Design พร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนกลุ่มนี้ให้ได้ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2570 และผลักดันให้เศรษฐกิจ AI สร้างมูลค่าเพิ่มคิดเป็น 5% ของ GDP

พร้อมพัฒนา Ecosystem ด้าน AI ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล บุคลากร การวิจัยและพัฒนา และทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงส่งเสริมการนำ AI ไปใช้จริงในภาคธุรกิจทุกภาคส่วน อุตสาหกรรมเป้าหมาย และภาครัฐ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างบริการรูปแบบใหม่

3.Green Economy

มี กุลิต สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ทรงคุณวุฒินั่งประธานคณะทำงานร่วมกับภาคเอกชน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน EV และระบบขนส่งสีเขียว

พร้อมพัฒนากลไก Carbon Accounting และ Carbon Market ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

4. Financial Hub

มี ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะทำงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อใช้จุดแข็งของระบบการเงินไทยเป็นกลไกสนับสนุนการลงทุนแห่งอนาคต มุ่งพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางบริการทางการเงินของภูมิภาค ครอบคลุมการธนาคาร ตลาดทุน การประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่ง พร้อมยกระดับบทบาทของตลาดทุนในการสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพในการเติบโตสู่ระดับโลก (National Champions) ผ่านมาตรการอำนวยความสะดวกในการระดมทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

5. Medical Investment Hub

ยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์มูลค่าสูงของภูมิภาค ผ่านการสร้าง Medical Ecosystem ครบวงจร ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง

พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain การแพทย์ระดับโลก ผลักดันสัดส่วน Local Content ในการผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์ทางการแพทย์ และนวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศ เพื่อยกระดับไทยสู่การเป็นฐานผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญของภูมิภาค

ตั้งขึ้นเพื่ออะไร ต่างจากการตั้งอนุกรรมการชุดอื่นๆ อย่างไร

นฤตม์ เลขาฯ บีโอไอ อธิบายว่า คณะทำงานดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยในการขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญของ กรอ. ในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 3 ประการ ภายในปี 2572 ได้แก่

  • ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัว 3% พลัส
  • ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันไทยสู่ 20 อันดับแรกของโลก
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมเอกชนและภาครัฐขึ้นเป็น 30% ของ GDP

โดย นฤตม์ระบุว่า จะเป็นการทำงานแบบบูรณาการในวงที่กว้างขึ้นระหว่างภาครัฐเอกชน ซึ่งมีประธานสภาเอกชนครบทุกสถาบันหลัก และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนเข้าร่วมหลายท่าน

นอกจากนี้ ยังเป็นการใช้เครื่องมือในการขับเคลื่อนที่หลากหลาย ทั้งมาตรการภาษี และงบประมาณของกระทรวงการคลัง หรือมาตรการอื่นๆ ของกระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงเครื่องมือทางการเงินของสมาคมธนาคาร ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่กลไกส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติ ระบุเพิ่มเติมว่า บางมาตรการอาจไม่ต้องใช้เงินเลย เช่นในส่วนของ Medical Hub ที่อาจปรับเปลี่ยนการจัดซื้อจัดจ้างยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ ระบุว่า ได้มอบหมายให้คณะทำงานแต่ละชุด จัดทำแผน ‘Quick Big Win’ ภายใน 6 เดือน ภายใน 2 ปี และแผน ‘Long Win’ ภายใน 4 ปี ก่อนจะมีการประชุมนัดต่อไปภายในสิ้นเดือนสิงหาคม

เอกชนขานรับ ย้ำมีแผนชัด รัฐบาลพร้อมรับฟัง

ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เผยว่า การทำงานชุดดังกล่าวมีลักษณะการดำเนินงานแบบ ‘Agile’ เป็นการระดมความคิด ตลอดจนวางแผนงานออกมาอย่างสอดคล้องกัน และมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน โดยมีภาคเอกชนรับผิดชอบร่วมกับภาครัฐ

ที่สำคัญคือ มีธนาคารโลก (World Bank) เป็นองค์กรอิสระในการตรวจสอบการดำเนินงานของคณะทำงานชุดดังกล่าว

ทางด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ มองว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน เป็นรัฐบาลเพียงชุดเดียวที่รับฟังเอกชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และรู้สึกดีใจที่การประชุมแผนงานวันนี้มีความชัดเจนมากขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมเก่า ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบที่ได้ถิ่นกําเนิดในประเทศไทย (Local Content)

ส่วนเวทิต โชควัฒนา รองประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แสดงความชื่นชมรัฐบาลในการรับฟังภาคเอกชน รวมถึงมีแผนงานที่ชัดเจน ในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านห่วงโซ่อุตสาหกรรม

“สิ่งนี้จะทำให้เราเดินได้ถูก เพราะว่าภาคอุตสาหกรรมเราก็เป็น SME ค่อนข้างเยอะ เราจะเดินได้ถูก เราจะไปอยู่ในซัพพลายเชนของสิ่งที่จะมาใหม่และสิ่งเก่าที่จะสนับสนุน จะสนับสนุนแค่ไหนแบบไหน อันเนี่ยเป็นความชัดเจนมาก” เวทิตกล่าว

ทั้งนี้ ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเผยว่า ได้เห็นความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดยมีภาคตลาดทุนไทยเป็นกลไกร่วมในการขับเคลื่อน ซึ่งนับเป็นครั้งแรก และเป็นการเริ่มต้นที่ดี

“เป็นครั้งแรกๆ สำหรับตลาดทุนเอง ที่ได้เข้ามาอยู่ในคณะที่จะร่วมขับเคลื่อน ซึ่งผมคิดว่าเป็นความตั้งใจของรัฐบาล ที่ต้องการจะใช้ตลาดทุนมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี และมั่นใจว่ารัฐบาลจะทำตามที่บอกไว้ได้” ไพบูลย์กล่าว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ekniti-jppscc-quick-big-win-plan/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14gtBo1S7nRbjqpzzxC4mP