ลีกสูงสุดของประเทศโปรตุเกสทั้งลีกมีรายได้รวมเพียง 407 ล้านยูโร (ราว 15,873 ล้านบาท) ต่อปี หรือคิดเป็นแค่ประมาณ 7.5% ของรายได้พรีเมียร์ลีก เท่านั้น และเมื่อไม่มีเจ้าของสโมสรระดับมหาเศรษฐีคอยอัดฉีดเงิน เบนฟิก้า, เอฟซี ปอร์โต้ และ สปอร์ติ้ง ลิสบอน จึงต้องเขียนกฎการทำธุรกิจฟุตบอลขึ้นมาใหม่ทั้งหมดเพื่อความอยู่รอด
พวกเขาเลิกพยายามเก็บนักเตะดาวดังเอาไว้ และหันมาสร้างระบบส่งออกนักเตะที่มีประสิทธิภาพที่สุดในโลกแทน สโมสรเหล่านี้ซื้อนักเตะที่ยังไม่มีชื่อเสียงด้วยค่าตัวเพียงเล็กน้อย ก่อนขายต่อให้ลีกที่ร่ำรวยกว่าด้วยมูลค่ามหาศาล
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีแมวมองที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น เพราะยังมีโมเดลทางการเงินที่ชัดเจน ซึ่งสโมสรเหล่านี้ใช้เพื่อให้สายพานการผลิตและส่งออกนักเตะเดินหน้าต่อไปได้ทุกปีโดยไม่ล้มเหลว ต่อไปนี้คือรายละเอียดว่าพวกเขาทำได้อย่างไร
– ฟุตบอลคืออุตสาหกรรมการส่งออก
หากดูงบการเงินของสโมสรในโปรตุเกส จะเห็นสิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจน นั่นคือ สโมสรอยู่รอดได้แทบทั้งหมดจากตลาดซื้อขายนักเตะ ระหว่างปี 2016-2021 รายได้จากการขายนักเตะคิดเป็น สูงถึง 38% ของรายได้ทั้งหมด
ขณะที่รายได้จากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดมีสัดส่วนเพียงประมาณหนึ่งในสี่เท่านั้น ส่วนรายได้จากการขายบัตรเข้าชมมีน้อยมากจนมักถูกรวมอยู่ในหมวด “รายได้อื่น” ของงบดุล หากไม่มีการส่งออกนักเตะ ลีกแห่งนี้ก็แทบจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้
ตัวเลขเบื้องหลังโมเดลนี้น่าทึ่งอย่างยิ่ง ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พรีเมร่า ลีกา ของโปรตุเกสสร้าง ดุลซื้อขายนักเตะเป็นบวกถึง 2,340 ล้านยูโร (ราว 91,260 ล้านบาท) ทำให้ลีกแห่งนี้กลายเป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่ตลาดนักเตะโลก แซงหน้าประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตนักเตะอย่าง บราซิล และ อาร์เจนตินา รวมถึงลีกพัฒนาฝีเท้าในยุโรปอย่าง เอเรดิวิซี่ ของเนเธอร์แลนด์
ในทางตรงกันข้าม พรีเมียร์ลีก คือปลายอีกด้านของระบบนี้ โดยสโมสรอังกฤษใช้เงินซื้อนักเตะมากกว่า 25,000 ล้านยูโร (ราว 975,000 ล้านบาท) ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ขาดดุลตลาดซื้อขายถึง 11,500 ล้านยูโร (ราว 448,500 ล้านบาท)
เงินมหาศาลจากอังกฤษต้องไหลไปที่ใดที่หนึ่ง และสโมสรโปรตุเกสก็สร้างกลยุทธ์ทั้งหมดขึ้นมาเพื่อดึงเม็ดเงินก้อนนั้น โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พวกเขารับเงินจากสโมสรอังกฤษโดยตรงราว 1,200 ล้านยูโร (ราว 46,800 ล้านบาท)
– แล้วเหตุใดสโมสรยักษ์ใหญ่จากสเปนหรืออังกฤษจึงยอมจ่ายเงินมหาศาล?
คำตอบคือ สโมสรโปรตุเกสเป็นผู้รับความเสี่ยงทั้งหมดไว้ก่อน การซื้อนักเตะดาวรุ่งจากอเมริกาใต้โดยตรงถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ เพราะนักเตะอาจปรับตัวเข้ากับแท็กติกฟุตบอลยุโรป ความแข็งแกร่งของเกม หรือวัฒนธรรมใหม่ไม่ได้
สโมสรโปรตุเกสจึงซื้อนักเตะเหล่านั้นด้วยค่าตัวต่ำ พัฒนาและปรับให้เข้ากับระบบฟุตบอลยุโรปอย่างเข้มงวด พร้อมทดสอบฝีเท้าภายใต้แรงกดดันของการแข่งขัน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
เมื่อถึงเวลาที่สโมสรพรีเมียร์ลีกเข้ามาซื้อ นักเตะคนนั้นก็กลายเป็น สินค้าที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว ทีมยักษ์ใหญ่จึงยอมจ่ายค่าตัวที่สูงกว่ามาก เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการลงทุนที่อาจล้มเหลว และ ความแตกต่างของระดับความเสี่ยงที่รับไว้ตั้งแต่ต้นนี่เอง ที่แปรเปลี่ยนเป็นกำไรมูลค่าหลายสิบล้านยูโรให้กับสโมสรโปรตุเกส
– บทบาทของโปรตุเกสในวงการลูกหนังโลก
สโมสรในดินแดนฝอยทองเติมเต็มขุมกำลังด้วยนักเตะฝีเท้าดีได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ล้มละลายได้อย่างไร? คำตอบคือ ระบบที่ถูกวางแผนไว้อย่างรอบคอบ ซึ่งอาศัยทั้งประวัติศาสตร์ ภาษา และช่องว่างทางกฎหมายที่สำคัญ
อดีตการเป็นเจ้าอาณานิคมของโปรตุเกสทำให้ประเทศมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับชาติอย่าง แองโกลา และ เคปเวิร์ด แต่แหล่งทรัพยากรที่สำคัญที่สุดคือ บราซิล ปัจจุบันนักเตะจากแดนแซมบ้าคิดเป็น 18% ของผู้เล่นทั้งหมดในลีกสูงสุดแดนฝอยทอง ทำให้ โปรตุเกส กลายเป็นจุดหมายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนักเตะอเมริกาใต้ที่ก้าวสู่ฟุตบอลยุโรป
ระหว่างปี 2015-2022 สโมสรในโปรตุเกสซื้อนักเตะจากบราซิลโดยตรง 52 คน ด้วยมูลค่ารวม 145 ล้านยูโร (ราว 5,655 ล้านบาท) หลังจากนักเตะเหล่านี้ปรับตัวเข้ากับฟุตบอลยุโรปได้แล้ว 32 คน ถูกขายต่อไปยังลีกที่มีศักยภาพทางการเงินสูงกว่า สร้างรายได้รวมมากกว่า 320 ล้านยูโร (ราว 12,480 ล้านบาท) ส่งผลให้สโมสรโปรตุเกสทำกำไรสุทธิเกือบ 175 ล้านยูโร (ราว 6,825 ล้านบาท)
สโมสรโปรตุเกสมองการซื้อนักเตะไม่ต่างจากการลงทุนในสตาร์ทอัพเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงสูง เพราะดาวรุ่งที่ยังไม่มีชื่อเสียงจำนวนมากอาจล้มเหลวหรือแทบไม่สร้างผลตอบแทน แต่พวกเขารู้ดีว่าเพียงมีนักเตะสักคนอย่าง เอแดร์ มิลิเตา หรือ ราฟินญ่า ที่ถูกขายต่อด้วยค่าตัวระดับ 50 ล้านยูโร (ราว 1,950 ล้านบาท) ก็เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนของการลงทุนที่ล้มเหลวอีกนับสิบครั้ง
โดยเฉลี่ยสโมสรในโปรตุเกสใช้เงินเพียง 1.5 ล้านยูโร (ราว 58.5 ล้านบาท) ในการซื้อนักเตะจากบราซิลโดยตรง แต่เมื่อสโมสรพรีเมียร์ลีกพยายามข้ามคนกลางและซื้อนักเตะจากอเมริกาใต้ด้วยตัวเอง การประเมินความเสี่ยงที่ผิดพลาดมักทำให้พวกเขาต้องจ่ายสูงถึง 10 ล้านยูโร (ราว 390 ล้านบาท) สำหรับนักเตะที่มีศักยภาพในระดับเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม สโมสรในโปรตุเกสไม่ได้พึ่งพาตลาดนักเตะจาก บราซิล เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะ ปอร์โต้ ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการเฟ้นหานักเตะจาก โคลอมเบีย จนได้แข้งระดับท็อปอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา, ฮาเมส โรดริเกซ และ หลุยส์ ดิอาซ
นักเตะชาวโคลอมเบียมีจุดเด่นคือ เต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังที่ผสมผสานกับทักษะทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยม ทำให้พวกเขามีคุณสมบัติที่เหมาะอย่างยิ่งกับฟุตบอลยุโรปซึ่งเน้นความเข้มข้นและความรวดเร็วสูง
– โรงงานผลิตนักเตะชั้นดี
เครือข่ายการดึงนักเตะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของเรื่องราวเท่านั้น เพราะรากฐานทางการเงินที่แท้จริงของฟุตบอลโปรตุเกสคือ การพัฒนานักเตะเยาวชนภายในประเทศ สโมสรต่าง ๆ ปฏิบัติต่ออะคาเดมีของตัวเองราวกับเป็นศูนย์วิจัยระดับสูง มากกว่าจะเป็นเพียงสนามฝึกฟุตบอลแบบดั้งเดิม
ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เบนฟิก้า สร้างรายได้จากการขายนักเตะที่เติบโตจากอะคาเดมีของสโมสรโดยตรงสูงถึง 589 ล้านยูโร (ราว 22,971 ล้านบาท) ซึ่งเป็นสถิติโลกเหนือกว่า อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม และ เชลซี อย่างชัดเจน
กลยุทธ์นี้สะท้อนผ่านการขายนักเตะชื่อดังหลายราย โดย ชูเอา เฟลิกซ์, รูเบน ดิอาส และ กอนซาโล่ รามอส ทำรายได้รวมกันให้สโมสรถึง 272 ล้านยูโร หรือประมาณ 10,608 ล้านบาทเลยทีเดียว
เนื่องจากนักเตะเหล่านี้เติบโตขึ้นมาจากระบบเยาวชนของสโมสรโดยตรง ต้นทุนในการคว้าตัวจึงเท่ากับศูนย์ ดังนั้น การขายสินทรัพย์ที่แทบไม่มีต้นทุนด้วยมูลค่าระดับดังกล่าว จึงสามารถพลิกสถานะทางการเงินของสโมสรได้ในทันที
จะบอกว่าไม่มีต้นทุนก็ไม่ถูกต้อง ! เพราะการสร้างระบบผลิตนักเตะระดับนี้ต้องอาศัยการลงทุนมหาศาล โดย เบนฟิก้า ใช้งบประมาณสูงถึง 12 ล้านยูโรต่อปี (ราว 468 ล้านบาท)เพื่อดำเนินงานศูนย์ฝึกขนาด 19 เฮกตาร์ หรือประมาณ 118.75 ไร่ ที่เมือง เซซาล
กระบวนการเฟ้นหานักเตะเริ่มตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ และเพื่อป้องกันปัญหาความกดดันทางจิตใจจากการต้องย้ายถิ่นฐานตั้งแต่อายุยังน้อย สโมสรจะส่งเยาวชนไปฝึกใน ศูนย์ฝึกประจำภูมิภาค เพื่อให้พวกเขายังคงอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว
นอกจากนี้ยังมีการนำฟุตบอลผสานเข้ากับวิทยาศาสตร์ด้านการรับรู้ เบนฟิก้า ใช้เครื่องจำลอง 360S ที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับสโมสร เป็นโครงเหล็กขนาดใหญ่ที่ติดตั้งผนังแอลอีดี แบบโต้ตอบได้ และปืนยิงลูกฟุตบอลอัตโนมัติที่ยิงลูกบอลออกมาจากมุมที่คาดเดาไม่ได้ เป้าหมายคือการวัดว่าผู้เล่นสามารถประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็วแค่ไหนภายใต้ความกดดันระดับสูง
สโมสรทำงานร่วมกับนักประสาทวิทยาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจควบคู่ไปกับความสามารถทางร่างกาย เพราะความเร็วและเทคนิคจะไม่มีความหมายหากนักเตะไม่สามารถรับมือกับแรงกดดันอันหนักหน่วงของพรีเมียร์ลีกได้
– สังเวียนแข้งที่เป็นจุดผ่านสู่เวทีโลก
ทำไมนักเตะดาวรุ่งระดับท็อปถึงเลือกเซ็นสัญญากับสโมสรโปรตุเกส ทั้งที่พวกเขาสามารถไล่ล่าสัญญามูลค่ามหาศาลในอังกฤษหรืออิตาลีได้ทันที ? คำตอบคือ เพราะสโมสรยักษ์ใหญ่ในลีกฝอยทอง มอบสิ่งที่ดีกว่าเงินก้อนโตในทันที พวกเขามอบ เส้นทางอาชีพที่ชัดเจนและการันตีได้
เส้นทางถูกวางไว้อย่างแม่นยำ นักเตะเข้าสู่อะคาเดมี่ช่วงอายุ 10-14 ปี เก็บประสบการณ์การแข่งขันในลีกเยาวชนหรือถูกปล่อยยืมตัวเมื่ออายุ 18 ปี ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ และคว้าการย้ายทีมครั้งใหญ่ไปเล่นในต่างประเทศเมื่ออายุประมาณ 23 ปี
สโมสรเหล่านี้สามารถมอบสิ่งหนึ่งที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ เชลซี ไม่สามารถรับประกันได้ นั่นคือ โอกาสลงสนามหลายพันนาทีในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
การได้เล่นฟุตบอลที่มีความเข้มข้นสูงในรายการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรป คือเวทีแสดงศักยภาพที่ดีที่สุด เมื่อนักเตะพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถรับมือกับความกดดันด้านแท็กติกในเกมรอบน็อกเอาต์ของแชมเปี้ยนส์ ลีกได้ ค่าตัวของพวกเขาก็พุ่งทะยานขึ้นทันที
ที่สำคัญกว่านั้น สโมสรโปรตุเกสมีข้อตกลงที่ไม่ได้เขียนไว้กับตลาดซื้อขายนักเตะ นั่นคือพวกเขาจะไม่กักขังผู้เล่นเอาไว้ หากมีข้อเสนอมหาศาลเข้ามาหรือมีการจ่ายค่าฉีกสัญญา นักเตะจะได้รับโอกาสย้ายทีม
สโมสรไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก เพราะอะคาเดมี่ได้เตรียมผู้เล่นคนใหม่ขึ้นมาทดแทนเอาไว้แล้ว
ชื่อเสียงนี้กลายเป็นอาวุธสำคัญที่สุดในการเจรจาของพวกเขา นักเตะดาวรุ่งระดับแถวหน้ารู้ดีว่าตัวเองกำลังเลือกเส้นทางแบบไหน การใช้เวลา 1-2 ปีใน ลิสบอน หรือ ปอร์โต้ คือเส้นทางที่รวดเร็วและมั่นใจที่สุดสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/football-international/national-team/107210/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09mU9g5jJlR0Lha8V0XBk7

