จากโรงแรมเถื่อน…สู่โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย
เมื่อ ‘นอมินีต่างชาติ’ ไม่ใช่แค่การหลบกฎหมาย แต่กำลังถูกจับตาในฐานะภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐเดินหน้าปราบปราม ‘ธุรกิจนอมินี’ ของชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงิน และการดำเนินธุรกิจที่อาจเข้าข่ายหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จากเดิมที่มุ่งตรวจสอบเฉพาะผู้ถือหุ้นและบริษัทเป้าหมาย ปัจจุบันการบังคับใช้กฎหมายได้ขยายไปถึงผู้ทำบัญชี สำนักงานกฎหมาย และผู้ที่อาจมีบทบาทช่วยจัดตั้งโครงสร้างนิติบุคคลอำพราง หลังพบรูปแบบการกระทำผิดที่ซับซ้อนมากขึ้น
แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่จังหวัดภูเก็ต ที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและจับกุมผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่ฝ่าฝืนกฎหมายในพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงแรมขนาด 200 ห้อง 240 ห้อง และ 45 ห้อง พบว่าทั้งหมดไม่มีใบอนุญาตก่อสร้างและใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะสองแห่งแรกขออนุญาตก่อสร้างเป็นที่พักอาศัยหรือคอนโดมิเนียม แต่กลับนำมาประกอบธุรกิจโรงแรม… อาจสะท้อนว่าความท้าทายของการปราบปรามไม่ได้อยู่เพียงการพิสูจน์ว่าใครเป็น ‘นอมินี’ เท่านั้น หากยังรวมถึงแรงกดดันที่เจ้าหน้าที่อาจต้องเผชิญ เมื่อระหว่างปฏิบัติการตรวจค้นโรงแรมต้องสงสัย กลับมีโทรศัพท์จากบุคคลที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุว่าเป็น ‘ผู้มีอิทธิพล’ ติดต่อเข้ามาขอไม่ให้ดำเนินคดี ก่อนจะได้รับคำตอบว่า ‘ทำผิดก็ต้องจับ’
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า โรงแรมแห่งนั้นผิดกฎหมายหรือไม่ แต่คือเหตุใดปัญหาธุรกิจนอมินีจึงยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้รัฐจะเดินหน้ากวาดล้างมาอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่เกิดขึ้นในภูเก็ตกำลังสะท้อนอะไรบ้าง? เกี่ยวกับโครงสร้างของปัญหาที่คืบคลานเข้าสู่เศรษฐกิจไทย
จากการถือหุ้นแทน…สู่โครงสร้างธุรกิจอำพราง
คำว่า ‘นอมินี’ ในทางปฏิบัติ ไม่ได้มีความหมายแค่เพียง “การให้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ” เท่านั้น หากแต่เป็นการใช้โครงสร้างนิติบุคคลเพื่ออำพราง “ผู้มีอำนาจควบคุมกิจการที่แท้จริง”ให้สามารถดำเนินธุรกิจในกิจการที่กฎหมายจำกัดสิทธิของคนต่างด้าว
รูปแบบที่หน่วยงานรัฐตรวจพบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีทั้งการใช้คนไทยถือหุ้นแทน การใช้ผู้ถือหุ้นชุดเดิมในหลายบริษัท การตั้งบริษัทจำนวนมากผ่านสำนักงานบัญชีหรือสำนักงานกฎหมายเดียวกัน การใช้บริษัทไทยถือครองอสังหาริมทรัพย์หรือวิลล่าแทนบุคคลต่างชาติ ตลอดจนการเปลี่ยนตัวผู้ถือหุ้นแทนการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน เพื่อลดภาระภาษีและค่าธรรมเนียม
นั่นทำให้การพิสูจน์ความผิดในปัจจุบัน ไม่ได้ดูเพียงสัดส่วนการถือหุ้น 49 ต่อ 51 หากต้องตรวจสอบลึกไปถึงแหล่งที่มาของเงินลงทุน การบริหารกิจการ และผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Owner)
รัฐกำลังไล่รื้อทั้ง ‘ขบวนการ’ นอมินี
หากย้อนดูการทำงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา จะพบว่าทิศทางการบังคับใช้กฎหมายเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
ปลายเดือนมิถุนายน กรมฯ เชิญสภาวิชาชีพบัญชีและสภาทนายความเข้าหารือ หลังพบข้อมูลว่าผู้ประกอบวิชาชีพบางรายอาจเข้าไปมีบทบาทในการให้คำปรึกษา จัดตั้งบริษัท หรือเอื้อประโยชน์ให้เกิดโครงสร้างนอมินี พร้อมขอให้ทั้งสององค์กรกำหนดมาตรการทางจรรยาบรรณและบทลงโทษกับสมาชิกที่มีส่วนร่วมในการกระทำผิด
จากนั้นเพียงไม่กี่วัน กรมฯ ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงในกรุงเทพฯ พบข้อสงสัยหลายประการ ทั้งการที่พนักงานรับรู้ว่าผู้บริหารตัวจริงเป็นชาวต่างชาติ การรับชำระเงินผ่านบัญชีบุคคลต่างชาติ และการติดต่อธุรกิจผ่านผู้ถือหุ้นต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายการใช้นอมินีหรือไม่
ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า การตรวจสอบของรัฐไม่ได้มุ่งเฉพาะ ‘บริษัทปลายทาง’ อีกต่อไป แต่เริ่มขยายไปถึงผู้จัดตั้ง ผู้ให้คำปรึกษา และเครือข่ายที่อาจทำให้ระบบนอมินีเกิดขึ้นได้
ตัวเลขที่สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจุด
ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา มีการตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศกว่า 3,294 ราย พร้อมคัดกรองและส่งข้อมูลบริษัทเกือบ 40,000 รายให้หน่วยงานต่าง ๆ ตรวจสอบเชิงลึก ขณะที่พบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงสะสมเกือบ 120,000 ราย แม้มาตรการเข้มข้นในช่วงหลังจะทำให้จำนวนกลุ่มเสี่ยงลดลงกว่า 65% ก็ตาม
เฉพาะการลงพื้นที่ตรวจสอบใน 27 พื้นที่ 10 จังหวัด พบความผิดปกติถึง 7,537 ราย และยังพบธุรกิจต่างด้าวที่เข้าข่ายประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก 4,372 ราย ก่อนส่งต่อข้อมูลให้ ปปง. กรมสรรพากร DSI และหน่วยงานด้านความมั่นคงตรวจสอบต่อ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหานอมินีไม่ได้จำกัดอยู่ในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หากแต่กระจายอยู่ในหลายพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
ทำไม ‘เมืองท่องเที่ยว’ จึงกลายเป็นพื้นที่เสี่ยง
จังหวัดอย่างภูเก็ต สมุย และพะงัน เป็นพื้นที่ที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวระดับหลายหมื่นล้านถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี จึงกลายเป็นเป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนจากหลายประเทศ ทั้งในธุรกิจโรงแรม วิลล่า ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ และบริการท่องเที่ยว
ในพื้นที่เหล่านี้ หน่วยงานรัฐพบว่าบางธุรกิจใช้โครงสร้างบริษัทไทยเป็นตัวกลางถือครองกิจการ ขณะที่ผู้ควบคุมกิจการจริงอาจเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการใช้คนไทยถือหุ้นอำพราง ก็อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยย้ำว่า การมีต่างชาติร่วมลงทุนไม่ได้หมายถึงการกระทำผิดกฎหมายเสมอไป เพราะประเทศไทยยังเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศในหลายกิจการ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การใช้ “นอมินี” เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมาย มากกว่าการลงทุนของต่างชาติในตัวเอง
มากกว่าการแข่งขันทางธุรกิจ
เหตุผลที่รัฐบาลเริ่มใช้คำว่า “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” กับปัญหานอมินี เพราะผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันของผู้ประกอบการ
หน่วยงานรัฐประเมินว่า ปัญหานี้เชื่อมโยงกับหลายมิติ ตั้งแต่การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม การสูญเสียรายได้ภาษี การถือครองทรัพยากรและอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ตลอดจนการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่อาจเชื่อมโยงกับการฟอกเงินหรือธุรกิจผิดกฎหมายในบางกรณี
ในอีกด้านหนึ่ง ผลสำรวจของนิด้าโพลยังสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการลงทุนผิดกฎหมาย การฟอกเงิน และการใช้คนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นหรือถือครองที่ดิน เป็นภัยที่สร้างความกังวลอย่างมากต่อประเทศ
บทพิสูจน์ต่อจากนี้…ไม่ใช่แค่ ‘จับได้กี่ราย’
แม้มาตรการของภาครัฐจะเข้มข้นขึ้น ทั้งการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกว่า 20 หน่วยงาน การใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ความเสี่ยง การตรวจสอบรายการเดินบัญชีและโครงสร้างผู้ถือหุ้น รวมถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการพิสูจน์ผู้มีอำนาจควบคุมกิจการที่แท้จริง
แต่เหตุการณ์ที่ภูเก็ตกำลังตั้งคำถามสำคัญว่า การต่อสู้กับธุรกิจนอมินีในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงการจับกุมบริษัทที่กระทำผิด หากยังต้องเผชิญกับเครือข่ายผลประโยชน์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม ตั้งแต่ผู้รับจ้างถือหุ้น ผู้จัดตั้งบริษัท ผู้ให้คำปรึกษา ไปจนถึงแรงกดดันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการบังคับใช้กฎหมาย
ท้ายที่สุด บททดสอบสำคัญของรัฐอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนคดีที่ดำเนินการได้ แต่อยู่ที่ว่าจะสามารถ ‘รื้อระบบ’ ที่เอื้อให้ธุรกิจนอมินีเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะตราบใดที่โครงสร้างดังกล่าวยังดำรงอยู่ การจับกุมแต่ละครั้งก็อาจเป็นเพียงการตัดกิ่งก้านใบของปัญหา โดยที่รากของมันยังคง ‘หยั่งลึก’ อยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/nominee-business-economy-thailand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gGm2fuBsSLNAmbeFw9UYN

