“นครศรีธรรมราช” จังหวัดที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของภาคใต้ จากทั้งหมด 23 อำเภอ รองจาก “สุราษฎร์ธานี” แต่ครั้งโบราณเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรศรีวิชัย ก่อนจะมาเป็นอาณาจักรตามพรลิงค์ และเป็นเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน
สถานที่แห่งนี้ ไม่ได้มีดีแค่พื้นที่ท่องเที่ยว ทว่ายังหลากหลาย ด้านศิลปวัฒนธรรม ที่สั่งสมมา และได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “เมืองแห่งโอโซน” สำคัญ ขณะที่ต้นทุนเก่าทาง “วัฒนธรรม” ในแต่ละพื้นที่ ไม่เพียงดึงดูดความน่าสนใจของนักท่องเที่ยวเท่านั้น หากจูงใจนักลงทุนให้เข้ามาพลิกฟื้นชีวิตขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในชุมชน ให้มีลมหายใจได้ไปต่อ
“เมืองไม่จำเป็นต้องมีโบราณสถานจำนวนมาก จึงจะสร้างเศรษฐกิจวัฒนธรรมได้ หัวใจสำคัญ คือ การค้นหาทุนวัฒนธรรมที่แท้จริงของพื้นที่ และนำมาบริหารจัดการอย่างเหมาะสม “ทุ่งสง” ไม่ได้มีวัดเก่าแก่มากมาย เหมือนในตัวเมืองนครฯ แต่มีวิถีชีวิตของความเป็นชุมทาง ความหลากหลายของผู้คน มีเรื่องเล่าของพ่อค้าคหบดีในอดีต เมื่อนำสิ่งเหล่านี้มาออกแบบกิจกรรมและพื้นที่เศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์จึงสะท้อนออกมาเป็นตัวเลขรายได้ของชาวบ้านที่จับต้องได้”
“ทุ่งสงโมเดล” ค้นทุนวัฒนธรรม ยกฐานะ “เมืองรอง” สู่ “เมืองเศรษฐกิจ”
ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ ของแผนงานเชิงกลยุทธ์การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (ววน.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงความสำเร็จของ “ทุ่งสงโมเดล” ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน โครงการวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชน เพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐ กิจสร้างสรรค์” ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญเรื่อง “ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” โดยย้ำว่า ทุ่งสงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทลายข้อจำกัดเรื่องต้นทุนทางวัฒนธรรม
โดยเฉพาะในยุคที่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มักถูกผูกขาดอยู่กับเมืองเก่า ที่มีวัดวาอารามหรือโบราณสถานอายุนับร้อยนับพันปี แต่กรณีศึกษาของ “อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช” กำลังกลายเป็นโมเดลสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “เมืองรอง” ที่ไม่มีทุนมรดกวัฒนธรรมกระแสหลัก ก็สามารถสร้างตัวตนใหม่และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ หากค้นพบ “เนื้อแท้” ของพื้นที่
ดร.ธนภณ ระบุว่า ผลการปรับเปลี่ยนประวัติศาสตร์ความเป็น “ชุมทางการค้าและรถไฟ” ให้กลายเป็นอัตลักษณ์ใหม่ ผ่านการออกแบบกิจกรรมวัฒนธรรม ตลาด และเทศกาลอย่างเป็นระบบ จะทำให้เกิดรายได้หมุนเวียนในตลาดชุมชนเพิ่มขึ้นจาก 173,000 บาท/วัน ในระยะเริ่มต้น และจะสูงขึ้นเป็น 600,000 บาทต่อวัน หรือเติบโตขึ้นกว่า 4 เท่าตัว
“ทุ่งสงโมเดล” ค้นทุนวัฒนธรรม ยกฐานะ “เมืองรอง” สู่ “เมืองเศรษฐกิจ”
ดังนั้น การขยับตัวของทุ่งสงครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่จัดงานอีเว้นท์ชั่วคราว แต่ได้ใช้กระบวนการวิจัยเข้ามาถอดรหัสฝังตัวกับชุมชน เพื่อย้ำแนวคิด ทุนวัฒนธรรม สร้างชาติ และทุนทางวัฒนธรรมชุมชน ทุนชาติ เปลี่ยนวัฒนธรรมกิน-อยู่-โลคอล ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และกรณีศึกษาทุ่งสง กำลังส่งสัญญาณสำคัญไปยังเมืองรองทั่วประเทศไทยว่า การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ต้องรอให้มีทุนดั้งเดิมที่ล้ำค่า
แต่ต้องอาศัย 3 องค์ประกอบหลักคือ การค้นหาอัตลักษณ์ที่แท้จริง แม้จะเป็นเพียงวิถีชีวิตสามัญชนหรือทำเลที่ตั้ง การจัดการเชิงระบบ การเชื่อมโยงตลาด เทศกาล และการสื่อสารวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน การมีส่วนร่วมของชุมชนและกลไกวิจัย เพื่อให้รายได้กระจายสู่พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยอย่างแท้จริง ไม่กระจุกตัว
ขณะที่ ปิยานาถ กลิ่นภักดี นักวิจัยในพื้นที่อำเภอทุ่งสง เล่าว่า ตลอดระยะเวลา 8 ปี ตั้งแต่ปี 2558-2569 ในการขับเคลื่อนอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จากเมืองศูนย์กลางคมนาคมทางราง ที่ไม่มีใครมองเป็นเมืองท่องเที่ยว สู่โมเดล “ทุ่งสงนิยม” ที่ปลุกจิตวิญญาณคนในท้องถิ่นให้ลุกขึ้นมาจัดการตนเอง
โดยนำทุนวัฒนธรรมมาเป็นตัวนำ เริ่มจากการจัดทำผังวัฒนธรรมเมืองในพื้นที่เขตเทศบาล 7.17 ตารางกิโลเมตร จากผังที่มีลักษณะคล้าย “มีดอีโต้” และพัฒนาต่อยอดมาเป็นผัง “กุญแจเมือง” โดยได้รับการสนับสนุนงานวิจัยเชิงลึกจากมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปี 2560 จนนำไปสู่การรวมตัวของภาคเครือข่ายในนาม “คณะกรรมการประชาคมวัฒนธรรมเมืองทุ่งสง” และ “กลุ่มคนรักเมืองทุ่งสง” ช่วยกันฝีงชิปสร้างแนวคิด “ทุ่งสงนิยม” เพื่อให้คนในท้องถิ่นรักและภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง
เราใช้คำว่าทุ่งสงนิยม ขนมจีนทุ่งสงต้องอร่อยที่สุด คนทุ่งสงน่ารักที่สุด สถานที่ทุ่งสงสวยที่สุด เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนร่วมกัน เริ่มต้นทำกิจกรรมจากไม่มีเงินเลย เรี่ยไรเงินกันสองสามหมื่นจนสำเร็จ ขยับเป็นหลักแสนก็ทำได้ จนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้ามีใจ…เมืองก็เปลี่ยนได้
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมชิ้นแรกจากงานวิจัยและแรงผลักดันของประชาคม คือการกำเนิด “หลาดชุมทางทุ่งสง” เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2561 ณ บริเวณสี่แยกชนปรีดา ซึ่งปัจจุบันขยายตัวต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 394 แล้ว
สำหรับเบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว เกิดจากแนวคิดของอดีตนายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสงคนหนึ่ง ซึ่งเคยตั้งปณิธานว่า คือ “ถ้าเปิดตลาดถนนคนเดินแล้ว มีแต่พ่อค้าแม่ค้าจากนอกพื้นที่เข้ามาขายของ แล้วขนเงินของคนทุ่งสงกลับบ้านเขา มันไม่ใช่การพัฒนาเมือง” หลาดชุมทางทุ่งสง จึงถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ของคนในชุมชนอย่างแท้จริง มุ่งเน้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายใน
ปัจจุบันการพัฒนาพื้นที่ได้ร้อยเรียงจิ๊กซอว์ทางวัฒนธรรม เชื่อมต่อกันจนเกิดเป็น 4 ย่านวัฒนธรรมสร้างสรรค์ คือย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจชุมชนและการแสดงออกทางวัฒนธรรม ย่านชุมทางประวัติศาสตร์ พื้นที่รวบรวมเรื่องราวความเป็นเมืองรากแก้ว ย่านนิคมบ้านพักรถไฟ อัตลักษณ์เมืองรางที่มีบ้านไม้สถาปัตยกรรมเก่าแก่กว่า 100 หลัง มีโรงซ่อมหัวรถจักร-โบกี้ขนาดใหญ่ และเป็น 1 ในไม่กี่แห่งของประเทศที่มี “วงเวียนกลับหัวรถจักร”
“ทุ่งสงโมเดล” ค้นทุนวัฒนธรรม ยกฐานะ “เมืองรอง” สู่ “เมืองเศรษฐกิจ”
นอกจากนี้ ยังมีย่านพื้นที่ประวัติศาสตร์ของบริษัท ยิปอินซอย จำกัด พื้นที่ของบริษัทเอกชนที่เข้ามาทำเหมืองแร่และเกษตร กรรมในทุ่งสงครบ 100 ปีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งยังหลงเหลือร่องรอยสถาปัตยกรรมไม้กึ่งกลางเมืองท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมและไฟไหม้ในอดีต
“ทุ่งสงโมเดล” ค้นทุนวัฒนธรรม ยกฐานะ “เมืองรอง” สู่ “เมืองเศรษฐกิจ”
ขณะเดียวกันงานวิจัยยังเข้าไปส่งเสริมวัฒนธรรม อาหารและของที่ระลึก ที่เป็นเอกลักษณ์แท้จริงของทุ่งสงในปัจจุบัน อาทิ “ยาหนม” (ขนมไทยอัตลักษณ์ทุ่งสง) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกาละแม แต่มีความพิเศษคือใช้ เมล็ดข้าวเหนียว (ไม่ใช่แป้ง) มาเคี่ยวและกวนผสมกับกะทิและน้ำตาลจากปากพนังยาวนานถึง 12 ชั่วโมง จนเนื้อเนียนหนึบ ห่อด้วยกาบหมาก ปัจจุบันสร้างมูลค่าสูงถึงกิโลกรัมละ 300-350 บาท
รวมทั้งการริเริ่มเทศกาล “เปตะเฟสติวัล” ซึ่งเป็นการตีความประเพณีสารทเดือนสิบใหม่ โดยปรับ Mindset ของคนรุ่นใหม่ให้มองการทำบุญเดือนสิบเป็นเรื่องของ “ความกตัญญูกตเวทิตา” ต่อบรรพบุรุษ ผ่านสัญลักษณ์ “หุ่นทองสูง” ที่มีความสวย งาม สง่างาม แทนภาพลักษณ์ความน่ากลัวของเปรตในอดีต ชูเป็นเทศกาลท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมรูปแบบใหม่
ดร.ธนภณ เล่าว่า ขณะนี้ทีมวิจัยได้ศึกษา “งานเปตตะ” (เปรต) ซึ่งเป็นงานรับตายาย ในช่วงต้นเดือนกันยายนของทุกปี โดยแปลงนัยยะของเปรตให้เป็นเรื่องของความกตัญญู ความสามัคคี และความเคารพผู้ใหญ่ ซึ่งถือเป็นการสร้างเทศกาลในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการพึ่งพาเทศกาลในอดีตเพียงอย่างเดียว
“ทุ่งสงโมเดล” ค้นทุนวัฒนธรรม ยกฐานะ “เมืองรอง” สู่ “เมืองเศรษฐกิจ”
ในช่วง8 ปีที่ผ่านมา อำเภอทุ่งสงเปลี่ยนไปมาก จากเมืองทางผ่านที่ไม่มีใครคิดเรื่องท่องเที่ยว ปัจจุบันมีโฮมสเตย์และโรงแรมขนาดกลางเกิดขึ้นจำนวนมาก มีโรงแรมเครือใหญ่เข้ามาลงทุนเองโดยไม่ใช้แฟรนไชส์ ต้องยอมรับว่า แต่ละเมืองมีบริบทต่างกัน ก๊อบปี้กันไม่ได้ทั้งหมด การจะขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้ ที่ยั่งยืนของชุมชนได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องรู้จักรากเหง้าของเมืองอย่างถ่องแท้
การขยับฐานะไปสู่จุดหมาย ปฎิเสธไม่ได้ว่าต้องเริ่มต้นจาก “รากฐาน” ของชุมชน หากคนในพื้นที่ไม่รู้จักรากของตนเอง ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นการจัดอีเวนท์ที่สูญเปล่า ทำอย่างไรจึงจะไม่เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า พื้นที่มีปัญหาอะไร แต่ควรค้นหาว่าในพื้นที่มี “ต้นทุน” อะไรบ้างที่ดีและยังไม่ถูกมองเห็น เช่นเดียวกับ “ทุ่งสงโมเดล”
หมายเหตุ: ข้อมูลงานวิจัย โครงการยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) พื้นที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 18 – 20 ก.ค. 2569
อ่านข่าว
“หลี่ เฉียง” ต้อนรับ “อนุทิน” อย่างเป็นทางการ ก่อนหารือความร่วมมือไทย-จีนทุกมิติ
จ่อเรียก 11 คน “ขรก.-พนง.เอกชน” รับทราบข้อกล่าวหาคดีโกงสอบท้องถิ่น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508532&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wR2EnVcCHW2vo4m8Uu4Ry

