วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
“ศุภจี” คาด GDP โตเกิน 2% หากสหรัฐ-อิหร่าน ลงนามสันติภาพ เชื่อสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น หลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ด้านรมว.อุตสาหกรรม มั่นใจโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมไทยครึ่งปีหลังให้เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก แต่ยังเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมไทย ขณะที่สภาพัฒน์รอประเมินหลังลงนามสันติภาพ
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาเตรียมลงนามข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับอิหร่านอย่างเป็นทางการ ว่า ก็ดี ส่วนเป้าส่งออกไตรมาสแรกปี ’69 ก็ดีมาก ฉะนั้นคาดว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ถึงอย่างไรต้องติดตามดูสถานการณ์ก่อน แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องเตรียมตัวให้ดีที่สุด ส่วนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซปัจจุบันยังเป็นเหมือนเดิม ฉะนั้นก็ต้องรอการเซ็นสัญญาสงบศึก หากมีการดำเนินการจริง ๆ ก็น่าจะดีสำหรับพวกเราทุกคน เเต่ก็ต้องรอดูทิศทางหลังจากนี้อีกเพียง 1-2 วัน แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องเตรียมตัวให้ได้มากที่สุด พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยทางกระทรวงพาณิชย์จะดูความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและมาตรการต่าง ๆ โดยจะมีการสรุปกันอีกครั้ง
เมื่อถามว่า จะปรับทบทวน GDP หรือไม่ นางศุภจีกล่าวว่า ไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.8 และขณะนี้จะต้องมีการทบทวนเพิ่มเติม เพราะทั้งปี 2569 เรามองจีดีพีอยู่ที่ 1.5 – 2% หากสถานการณ์เป็นเช่นเดิม แต่เมื่อมีความชัดเจนการลงนามสันติภาพดังกล่าวก็คาดว่า GDP น่าจะดีขึ้น เพราะการส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะได้ไม่ติดขัด รวมถึงราคาพลังงานที่เป็นปัจจัยสำคัญก็น่าจะผ่อนคลายลง และทำให้เรามีกำลังซื้อที่ดีขึ้น มีการค้าขายที่ดีขึ้น
นางศุภจี ยังกล่าวถึงผลตอบรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส60/40 ว่า หลังเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนเมษายน พบว่าการใช้จ่ายของประชาชนดีขึ้น ช่วยบรรเทาค่าครองชีพ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ขณะเดียวกันเริ่มมีผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมเครือข่ายมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน เมื่อถามถึงกระแสตอบรับที่ดี จะมีการพิจารณาเพิ่มวงเงินโครงการหรือไม่ นางศุภจี ระบุว่า ต้องรอการประเมินผลและหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อน พร้อมย้ำว่า หากประชาชนได้รับประโยชน์ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี ส่วนผลตอบรับในช่วง 16วันที่ผ่านมา พบว่าทั้งประชาชนและร้านค้ามีการตอบรับในทางที่ดี ร้านค้าหลายแห่งมีความคึกคัก แต่รายละเอียดเพิ่มเติมต้องรอการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาประเมินผลโครงการอย่างรอบด้าน
ขณะที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม แสดงความมั่นใจว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะสามารถผลักดันอุตสาหกรรมไทยครึ่งปีหลังให้เติบโตต่อเนื่อง พร้อมชี้ว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านราคาพลังงานต้นทุนและขนส่ง แต่ยังเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมไทย
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า จะรอประเมินความชัดเจนเรื่องเศรษฐกิจ หลังสหรัฐและอิหร่านลงนามสันติภาพ เพราะขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่าจะทำให้ GDP ของไทยปรับตัวสูงขึ้นหรือไม่ เนื่องจากมีหลายปัจจัย
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าว่า กระทรวงพลังงานมีเป้าหมายหลักเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ยุติธรรมและสะท้อนต้นทุนจริง ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เนื่องจากการปรับค่าไฟฟ้านั้นจะกระทบทั้งประชาชน และการไฟฟ้าฯ ซึ่งรอผลจากการรับฟังความคิดเห็นในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตรัฐบาลมีความตั้งใจให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าถูกลง โดยในส่วนของการปรับอัตราค่าไฟฟ้าของบ้านที่อยู่อาศัยที่ให้ผู้ที่ใช้ไฟมากจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่าอาจจะมีการทบทวน เพราะในที่สุดในเรื่องค่าไฟฟ้าสิ่งที่รัฐบาลต้องทำมีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกัน เช่นเรื่องของการแก้ปัญหาโรงไฟฟ้าที่มีรูปแบบสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับรัฐ (สัญญาทาส) เช่น ที่ขายไฟฟ้าในรูปแบบแอดเดอร์ ต้องมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งเรื่องของความสูญเสียในระบบที่เรียกว่าเป็น lossในระบบเหมือนสายส่งสายจำหน่าย หรือเรื่องไฟสาธารณะก็นำมาบวกในค่าไฟฐานและบิลค่าไฟฟ้าของประชาชนพวกนี้ต้องจัดการใหม่ทั้งหมดให้มีประสิทธิภาพ
นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในมาตรการสำคัญในระยะต่อไปคือการกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่ คือประเภทที่ 9 หรือกลุ่ม Data Center ให้จ่ายค่าไฟฟ้าแพงกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจาก Data Center เป็นกลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงมากและต้องใช้ก๊าซนำเข้าที่มีราคาสูงในการผลิตไฟฟ้า ดังนั้นอัตราค่าไฟของกลุ่มนี้จะต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและอาจสูงกว่าค่าไฟบ้านเรือน เพื่อนำส่วนต่างมาช่วยอุดหนุนและลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับภาคประชาชนและอุตสาหกรรมในประเทศ ในส่วนของพลังงานสะอาดรัฐบาลจะส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอย่างต่อเนื่อง โดยจะเร่งรัดกระบวนการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนจากภาคประชาชนให้เสร็จสิ้นภายในเดือนนี้ พร้อมทั้งชี้แจงว่ามาตรการสนับสนุนงบประมาณของรัฐจะไม่ใช่การแจกเงินฟรี แต่เป็นการช่วยสนับสนุนเงินดาวน์หรือลดดอกเบี้ยผ่านธนาคารของรัฐ เพื่อจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์และเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศให้ยั่งยืนในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/971223&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kNjeEGl7f-4MzYeRDxWBg

