
ไขปริศนาเศรษฐกิจไทย โตต่ำเรื้อรังเพราะอะไร ทั้งที่ลงทุนมหาศาลทุกปี
น่าสังเกตุที่ทุกครั้งที่ประเทศไทยประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจใหญ่ ๆ ตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 และวิกฤติโควิดในปี 2563 นั้น
แม้ว่าเราจะฟื้นได้ทุกครั้งภายหลังวิกฤติ แต่ละครั้งนั้นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยจะไม่กลับไปอยู่ระดับเดิมเท่ากับในช่วงก่อนเกิดวิกฤติ เช่น อัตราการขยายตัว GDP หลังฟื้นตัวจากวิกฤติต้มยำกุ้ง GDP ไทยขยายตัวอยู่ที่ 6% เทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีก่อนเกิดวิกฤติที่ 8.1%
และในช่วงหลังจากเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2550-2551 นั้น GDP ไทยขยายตัวราว 4% เทียบกับ 5.6% ก่อนเกิดวิกฤติ และอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยภายหลังจากฟื้นตัวจากวิกฤติไวรัสโควิดอยู่ 2-3% เทียบกับ 4% ก่อนที่จะเกิดวิกฤติ
เศรษฐกิจไทยไม่แข็งแรงหลังวิกฤต
ทำให้หลายคนฉงนว่าทุกครั้งที่ระบบเศรษฐกิจไทยเจอวิกฤติ แม้ว่าจะหลุดรอดฟื้นตัวขึ้นมาได้ แต่เหมือนว่าไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าปรับตัวไม่ได้ในเวทีเศรษฐกิจโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่มีวิกฤติ หรือโรคร้ายได้ทำลายความเข็มแข็งของเราไปบางส่วน จนทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยหล่นหายไประหว่างการฟื้นตัว จนในปัจจุบันนี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับรั้งท้ายของอาเซียน
สาเหตุที่ประเทศไทยสูญเสียความสามารถตกหล่นไปในระหว่างวิกฤติหรือระหว่างการฟื้นตัวนั้น ได้แสดงออกมาทางผลิตภาพการผลิต หรือ Productivity แม้แต่รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเศรษฐกิจยังเอ่ยว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่เต็มศักยภาพ จำเป็นที่ต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพการผลิตของประเทศ
ผลิตภาพการผลิตของแรงงานลดกว่าเท่าตัว
ซึ่งก็จริงดังที่กังวล เพราะหากดูที่อัตราการขยายตัวผลิตภาพการผลิตของไทยจะพบว่า Productivity ของไทยขยายตัวช้าลงในช่วงหลังๆ เช่น การศึกษาของ OECD ที่ระบุว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภาพการผลิตของแรงงานไทยในช่วง 2558 – 2566 อยู่ที่ 2.1% ซึ่งลดลงกว่าเท่าตัวในช่วง 2553 – 2558 ที่มีอัตราการขยายตัวที่ 4.8% และถ้ามองในรูปด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มองผ่านตัวชี้ที่เรียกว่า Total Factor Productivity (TFP) แล้ว อัตราขยายตัวเฉลี่ยของไทยในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาเท่ากับศูนย์
ในปี 2567 สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แจงว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้รับแรงหนุนจาก TFP ของภาคบริการกว่า 3.07 ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเท่ากับ 0.38 และ ภาคเกษตรฯ ติดลบ 0.98 สรุปง่าย ๆ ก็คือ ภาคบริการมีการลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารได้ดีมาก
ขณะที่ภาคเกษตรฯ ยังถือว่าไม่มีการพัฒนานวัตกรรมแต่อย่างใด ส่วนในภาคอุตสาหกรรมนั้นเรียกได้ว่าการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมทั้งทักษะของแรงงานนั้นยังถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับชาวบ้าน
นอกจากนี้ ระดับของนวัตกรรมยังกระจุกอยู่กับอุตสาหกรรมบางประเภทเท่านั้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเคมีภัณฑ์ ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศ (FDI) เป็นส่วนมาก และยังกระจุกในบางพื้นที่ เช่น นิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี (EEC) รวมทั้งเป็นการเชื่อมทางธุรกิจกับต่างประเทศมากกว่าในประเทศ ทำให้การกระจายนวัตกรรมเหล่านี้ไปสู่ SMEs และภาคการผลิตในสาขาอื่น ๆ ในประเทศได้น้อยมาก
เร่งเพิ่มผลิตภาพการผลิตเป็นทางรอด
ดังนั้นประเด็นเร่งด่วนในการค้นหาสิ่งที่ขาดหายไประหว่างทางของการเปลี่ยนผ่านช่วงเวลายากลำบากทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวคิดว่าการเอาจริงเอาจังในเรื่องการเพิ่มผลิตภาพการผลิตคือหนึ่งของหนทางที่จะพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งอย่างน้อยก็พอที่จะฟื้นไข้ได้เร็ว เข้มแข็ง จนพอมีแรงที่จะไปคิดหาสิ่งใหม่ ๆ ที่ชอบเรียกว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ไม่เช่นนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมก็จะยังไปได้ช้า และกระจุกตัวอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็น FDI
การเพิ่มผลิตภาพการผลิตมองง่าย ๆ โดยแบ่งเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกคือ การยกระดับคุณภาพปัจจัยการผลิต ที่ประกอบด้วยทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งคือการสร้างความพร้อมและยกระดับระบบนิเวศน์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่จะช่วยให้ภาคการผลิตใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การปรับปรุงระเบียบกฎหมายต่าง ๆ ที่สร้างต้นทุนทั้งเงินและเวลาให้กับภาคธุรกิจโดยไม่จำเป็น ปัญหาคอรับชั่น การสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่ภาคการผลิต ยกระดับการศึกษาและประสิทธิภาพแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานทั้งกายภาพ การเงิน และงานวิจัย รวมทั้งนโยบายการค้าต่างประเทศที่เปิดโอกาสทางการตลาดและการลงทุน
ทั้งหมดนี้เป็นการขยับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้ขยายออกไป รวมทั้งยังช่วยให้หน่วยผลิตของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญยิ่ง ปัจจัยด้านระบบนิเวศน์เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งที่จะทำให้เราสามารถสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ไปได้พร้อมกับการเรียกคืนความสามารถในการแข่งขันให้กับเครื่องยนต์เดิมที่ยังมีอยู่ให้เดินหน้าได้อย่างเต็มกำลัง
รัฐบาลทุกยุครู้ดีว่าต้องทำอะไร
เรื่องต่าง ๆ ข้างต้นนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องเดียวกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มีการพูดกันมานาน หลายเรื่องก็เริ่มกันมาแล้ว บางเรื่องก็ได้แต่พูด และทุกเรื่องที่จะต้องทำต้องการระยะเวลาและความมุ่งมั่นทางการเมืองที่สูงมาก เชื่อว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยรู้เรื่องดีและรู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง แต่ที่ไม่ทำหรือทำไม่เต็มที่นั้น ก็อาจเป็นเพราะบางเรื่องเหล่านี้อาจทำยาก ทำนาน สร้างผลกระทบผู้คนในวงกว้าง และไม่อาจเสร็จทันในยุคสมัย เลยเลือกที่จะหันไปทำเรื่องไว ๆ เลยทำให้โครงสร้างใหญ่ไม่ได้มีการปรับปรุงให้แข็งแรงตามยุคสมัยได้
สำหรับรัฐบาลปัจจุบัน ที่ได้ฟังจากรัฐมนตรีทางด้านเศรษฐกิจหลายท่านพูดแล้ว ก็อุ่นใจได้เปลาะหนึ่งว่ารัฐบาลรู้ปัญหาดีมาก ส่วนที่เหลือ ก็เหลือแต่ความจริงใจและความกล้าหาญมางการเมืองจริง ๆ ในการสร้างความเข้มแข็งที่หล่นหายไปในทุกช่วงของวิกฤติที่เศรษฐกิจไทยประสบมา เอาใจช่วย ไม่เช่นนั้น Whatever we lost in Transition, will be gone for good
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/661354&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u0zGqf6YouiKH6L-17ONT

