‘บล.อินโนเวสท์ เอกซ์’ เผยไทยกำลังเผชิญภาวะขาดดุลแฝด จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อรองรับเอฟดีไอ แต่ไม่เป็นวิกฤตจากดุลชำระเงินยังป็นบวก มองเป็นโอกาสระยะยาวสร้างรายได้แก่ประเทศในอนาคต เงินบาทอ่อนค่าช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก
‘บล.อินโนเวสท์ เอกซ์’ เผยไทยกำลังเผชิญภาวะขาดดุลแฝด จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อรองรับเอฟดีไอ แต่ไม่เป็นวิกฤตจากดุลชำระเงินยังป็นบวก มองเป็นโอกาสระยะยาวสร้างรายได้แก่ประเทศในอนาคต เงินบาทอ่อนค่าช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า กรณีไทยขาดดุลการค้าในระดับสูงกว่า 10,021 ล้านดอลลาร์ ในเดือนเม.ย. 2569 ที่ผ่านมา ประกอบกับการขาดดุลทางการคลังอย่างต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐนั้น ทำให้เกิดความกังวลในกลุ่มนักลงทุนและประชาชนทั่วไปว่า ไทยอาจกำลังเข้าสู่ “ภาวะขาดดุลแฝด”
ทั้งนี้ ภาวะขาดดุลแฝดในทางเศรษฐศาสตร์คือการที่ประเทศต้องเผชิญกับภาวะขาดดุลพร้อมกันทั้ง “ดุลการคลัง” และ “ดุลบัญชีเดินสะพัด” โดยมักถูกใช้ในบริบทของความกังวลเนื่องจาก 3 เหตุผลสำคัญ ได้แก่ 1.การขาดดุลในปริมาณมากจะสร้างแรงกดดันต่อ “ค่าเงินบาท” และอาจนำไปสู่วงจรเงินเฟ้อ 2.เพิ่มความเปราะบางจากภาระ “หนี้ต่างประเทศ” และความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน 3.เพิ่มความเสี่ยงการเกิด “วิกฤตเศรษฐกิจ” หากนักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นและถอนทุนคืนกะทันหัน จนนำไปสู่วิกฤตดุลการชำระเงิน ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในวิกฤตปี 2540
โครงสร้างวิกฤตแตกต่าง ย้ำเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง สถานการณ์การขาดดุลของไทยมีความแตกต่างจากวิกฤตในอดีต สอดคล้องกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ประเมินว่า การขาดดุลในครั้งนี้เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวและไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล โดยมีข้อสังเกตที่น่าสนใจแบ่งไปใน 3 มิติ
ประการแรกคือการนำเข้าเดือน เม.ย. 2569 ที่พุ่งสูงถึง 45.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน มีสาเหตุหลักมาจากสองปัจจัย คือ การนำเข้าสินค้าทุน เช่น อุปกรณ์สำหรับศูนย์จัดเก็บข้อมูล หรือ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เช่น แผงวงจร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการลงทุนตรงจากต่างประเทศ หรือ “เอฟดีไอ” และต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานโลก ซึ่งการขาดดุลลักษณะนี้สะท้อนการลงทุนเพื่ออนาคต ไม่ใช่สัญญาณของเศรษฐกิจที่อ่อนแอถาวร
ประการต่อมา แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดจะติดลบ แต่ “ดุลบริการ” ยังคงเกินดุลจาก “รายได้ภาคท่องเที่ยว” ที่ทยอยฟื้นตัว ขณะที่ “ดุลบัญชีทุนและเงินทุนเคลื่อนย้าย” ยังคงเกินดุลจากกระแสเงินทุน “เอฟดีไอ” ที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดุลการชำระเงินโดยรวมยังคงเป็นบวกอยู่ที่ราว 1,351 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ เมื่อคำนวณจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 6 เดือนล่าสุด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าระบบการชำระเงินระหว่างประเทศของไทยยังมีเสถียรภาพ
ประเด็นสุดท้ายคือ “ค่าเงินบาท” ไม่ได้อ่อนค่ารุนแรง โดยในเดือน พ.ค. ปี 2569 อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 32.47 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากกระแสเงินทุนเอฟดีไอที่นักลงทุนต่างชาตินำเข้ามาลงทุนในประเทศ ช่วยหักล้างกับเงินดอลลาร์ที่ไหลออกเพื่อไปซื้อสินค้าทุน ทำหน้าที่เป็นกระแสเงินสองสายที่หักล้างกันเอง แรงกดดันต่อค่าเงินบาทจึงไม่รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
พลิกมุมมอง ‘ขาดดุลแฝด’ คือโอกาสระยะยาว
เมื่อวิเคราะห์ในมิติการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว การขาดดุลแฝดครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณบวก ทั้งนี้ ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกเสี่ยงชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ การขาดดุลการคลังผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส หรือพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท นับเป็น “กันชน” สำคัญในการพยุงการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในยามที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจอื่นยังไม่ทำงานเต็มที่ ซึ่งจำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์
นอกจากนี้การขาดดุลจากการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านเอฟดีไอ ทั้งในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมสารกึ่งตัวนำ หรือ “เซมิคอนดักเตอร์” และห่วงโซ่การผลิตชิปขั้นสูง จะกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคต
สะท้อนผ่านสัญญาณเชิงบวกจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ในเดือน เม.ย. ที่เติบโตสูงถึง 64.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และผู้ผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงรายสำคัญที่จะเริ่มมีกำลังการผลิตมากขึ้นในครึ่งหลังของปี ดังนั้น การขาดดุลในระยะสั้นจึงเป็นต้นทุนที่คุ้มค่า
สำหรับเงินบาทในปัจจุบันยังคงแข็งค่ากว่าคู่ค้าและคู่แข่ง 29% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2555 ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยลดลงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น หากการขาดดุลแฝดส่งผลให้เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีเสถียรภาพ จะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
ในภาพรวม ภาวะการขาดดุลแฝดของประเทศไทยในปัจจุบัน “ไม่ใช่” สัญญาณวิกฤต แต่เป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านโครงสร้าง ตราบใดที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังคงแข็งแกร่ง ดุลการชำระเงินโดยรวมเป็นบวก และกระแสเอฟดีไอยังไหลเข้าต่อเนื่อง ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตค่าเงินหรือวิกฤตดุลการชำระเงินจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ
สิ่งที่น่าจับตามองในอีก 3-5 ปีข้างหน้าคือ คุณภาพและองค์ประกอบของสิ่งที่นำเข้าและส่งออกว่าจะเป็นอย่างไร การขาดดุลแฝดที่นำไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าเดิมและค่าเงินที่สะท้อนความเป็นจริงของเศรษฐกิจมากขึ้น อาจเป็น “ต้นทุนที่จ่ายแล้วคุ้มค่า” สำหรับการก้าวกระโดดไปข้างหน้าของประเทศไทย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1238000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18yJ0xo8HesAS_93TVMF_Y

