• Thu. Jun 11th, 2026

ครบ 2 เดือน ‘รัฐบาลอนุทิน’ เช็คผลงาน-มาตรการใหม่ เดิมพันเศรษฐกิจประเทศ

ครบ-2-เดือน-‘รัฐบาลอนุทิน’-เช็คผลงาน-มาตรการใหม่-เดิมพันเศรษฐกิจประเทศครบ 2 เดือน ‘รัฐบาลอนุทิน’ เช็คผลงาน-มาตรการใหม่ เดิมพันเศรษฐกิจประเทศ

ครบรอบ 2 เดือนเต็มสำหรับการเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หลังจากได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ไปเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 และเริ่มประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ วันที่ 11 เมษายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล

คลอดมาตรการแรกรับมือวิกฤต

ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้ออกมาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้า ภายหลังเกิดวิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง นับเป็นความท้าทายตั้งแต่ก้าวแรกของการเข้ามาบริหารประเทศ โดยในการประชุมครม. นัดแรกวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ประชุมมีมติสำคัญออกมาหลายเรื่องเพื่อช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยอนุมัติงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ

1. ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ 2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตามมติ ครม. (26 มีนาคม 2569) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท

2. มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท  และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาทเพื่อสมทบมาตราการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 คัน โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 1/2569 ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 11 เมษายน 2569

3. มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสำคัญ คือ 1. โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด 2. โครงการ “เยียยวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ และ 3. โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 

เร่งทำงบประมาณทันตามกำหนด

ในช่วงแรกของการเข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลยังดำเนินมาตรการสำคัญนั่นคือ การเร่งรัดการจัดทำงบประมาณและการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยปรับลดระยะเวลาให้เร็วขึ้นจากเดิมที่อาจล่าช้าประมาณ 2 เดือน ให้กลับมาดำเนินการได้ทันกรอบระยะเวลางบประมาณ คือ เริ่มใช้งบประมาณใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

สาระสำคัญของการจัดทำงบประมาณปี 2570 เน้นแก้ปัญหาประชาชน ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และใช้แนวคิดงบประมาณฐานศูนย์ ทบทวนความจำเป็นของทุกโครงการ พร้อมเปิดใช้แหล่งเงินทางเลือก เช่น การร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อลดภาระงบประมาณของประเทศ

พร้อมทั้งปรับปรุงการมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 9 แผนงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี นัดแรก วันที่ 11 เมษายน 2569

ประกาศพลังงานวาระแห่งชาติ

ช่วงปลายเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว โดยกำหนดมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 

ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นัดแรก ยังเห็นชอบการปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสาหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ภายในเดือนมิถุนายน 2569 และปรับปรุงอัตราการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

ส่วนการส่งเสริม Solar Rooftop ภาคประชาชน กพช.ยังเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมฯ ในรูปแบบ Net Billing โดยกำหนดเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินปริมาณ 500 MW ปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ (kW) ต่อมิเตอร์รับซื้อไฟฟ้า กำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่จำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี

พร้อมทั้งมอบหมายให้ กกพ. ดำเนินการออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับภาคประชาชน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) และอุปกรณ์รองรับ เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสามารถรองรับโครงการได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

ออกพรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ช่วงต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยนายกฯ ระบุว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด 

แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ ไม่ได้จะทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกนั้นหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยของเรามีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีแถลงเรื่องพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 5 พฤษภาคม 2569

เปิดทำเนียบคุยเจ้าสัว

ช่วงกลางเดือนพ.ค.มีงานใหญ่เกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี เชิญผู้บริหารระดับสูง หรือกลุ่มเจ้าสัว จากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญเข้าร่วม เช่น ายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) 

ทั้งนี้เพื่อเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงแนวทางการทำงานและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจให้มากที่สุด เพื่อให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อผู้ประกอบการ ประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม โดยรัฐบาลจะจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. พร้อมสร้างระบบ Dashboard ติดตามผลทุกมาตรการ และนัดประเมินผลร่วมกันภายใน 6 เดือน เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ณ ตึกภักดีบดินทร์ และร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 15 พฤษภาคม 2569

อนุมัติไทยช่วยไทย พลัส 

ไม่นานจากนั้น การประชุมครม. ช่วงกลางเดือนพ.ค.ก็ได้อนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชนและรักษาไม่ให้กำลังซื้อลดลงมากเกินไป โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ผ่านการใช้เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท

สำหรับการช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1.การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนประมาณ 13.2 ล้านคน ซึ่งรัฐจะให้เงินเพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท จากเดิมได้ 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน และในช่วงระหว่างนี้กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย จะร่วมกันปรับปรุงฐานข้อมูลเพื่อให้มีความแม่นยำและเปิดลงทะเบียนใหม่เพื่อให้กลุ่มที่ตกหล่นสามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้

2.การช่วยเหลือคนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือนที่ประสบปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้น ผ่าน ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 โดยใช้หลักการรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายประจำวันในวงเงินคนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. เริ่มรับสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป 

3.การช่วยต่อลมหายใจให้ร้านค้าและธุรกิจรายย่อยทั่วประเทศโดยเน้นการเติมสภาพคล่องและเติมสายป่านให้ผู้ขายรายเล็กสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

เปิดลงทะเบียนบัตรคนจน

ต่อมาช่วงต้นเดือนมิ.ย. ครม.มีมติเห็นชอบการดำเนินการโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กำหนดกลุ่มเป้าหมาย 14.14 ล้านคน ทั้งผู้มีบัตรเดิม และผู้ไม่มีบัตรมาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ตกหล่น โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน

เปิดยืนยันสิทธิ์ตั้งแต่ 4 มิ.ย. 2569 เริ่มให้ผู้ถือบัตรเดิม 13.18 ล้านคน ยืนยันสิทธิ์ผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ แอปเป๋าตัง แอปทางรัฐ เว็บไซต์โครงการ ตู้ ATM และสาขาธนาคารรัฐ จากนั้นกระทรวงการคลังจะตรวจสอบกับฐานข้อมูลกว่า 40 หน่วยงาน ก่อนประกาศผล 17 กรกฎาคม และเปิดอุทธรณ์ถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม โดยส่งเอกสารเพิ่มเติมได้ถึง 16 สิงหาคม คาดสรุปรายชื่อผู้มีสิทธิ์ทั้งหมดภายในเดือนกันยายน

ผู้ถือบัตรปัจจุบันยังคงได้รับเงินตามปกติในเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม แต่หากไม่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่ จะถูกระงับสิทธิ์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ทั้งนี้รัฐบาลจะไม่เรียกคืนเงินที่ได้รับไปแล้ว อย่างไรก็ตามยังมีกลุ่มตกหล่นที่ยังไม่ได้ร่วมโครงการ รัฐบาลได้มอบหมายกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพม. สำรวจกลุ่มตกหล่น ก่อนเปิดลงทะเบียนใหม่อีกครั้ง

รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณประภาศ เป็นประธานการแถลงข่าว โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน” ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล 19 พฤษภาคม 2569

จับตาโครงการใหม่ในอนาคต

ส่วนมาตรการอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการผลักดันของรัฐบาล ส่วนใหญ่เน้นระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ล่าสุดได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแลนด์บริดจ์ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานกรรมการ เพื่อศึกษาทบทวนความคุ้มค่าและผลกระทบต่าง ๆ 

ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) ของรัฐบาล ด้วยแนวทางการโอนสิทธิ์การบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าทุกสีและทุกสายในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ให้มาอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าร่วมกันรองรับนโยบายตั๋วร่วม โดยใช้สูตรโครงสร้างราคา 17-45 บาทต่อเที่ยว ซึ่งโมเดลใหม่นี้จะครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกเส้นทาง จากเดิมที่มีการปรับรูปแบบจ่ายค่าโดยสารราคาเหมา 40 บาทต่อวัน 

ด้านการค้า รัฐบาลเตรียมเร่งเดินหน้า FTA เพื่อเปิดตลาดใหม่และดึงดูดการลงทุน โดยอยู่ระหว่างเร่งปิดดีลสำคัญ ได้แก่ ไทย–EU ไทย–เกาหลีใต้ และอาเซียน–แคนาดา ตั้งเป้าสรุปภายในปี 2569 ขณะเดียวกัน FTA ไทย–EFTA ที่ลงนามแล้ว ตั้งเป้ามีผลใช้บังคับ 1 มกราคม 2570 จะช่วยขยายการเข้าถึงตลาดรายได้สูง และยกระดับมาตรฐานการค้าไทย

ส่วน FTA ไทย–ศรีลังกา ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการให้มีผลใช้บังคับ จะช่วยเชื่อมโยงการค้าในเอเชียใต้และขยายฐานตลาดภูมิภาค

เช่นเดียวกับการผลักดันโครงการ TH-AI Passport เพื่อสร้างระบบนิเวศด้าน AI ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ล่าสุดโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณา ภายใต้ประเด็นข้อถกเถียงและเป็นที่จับตาของสังคมอย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งจะมีโครงการต่าง ๆ ถูกผลักดันออกมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ กรอบวงเงินที่กันไว้อีก 2 แสนล้านบาทอีกด้วย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vHu-ilVfbWtRrYd-P-0x8