• Wed. Jun 10th, 2026

พลิกวิกฤต”ฟางและตอซังข้าว” สู่คุณค่าทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

พลิกวิกฤต”ฟางและตอซังข้าว”-สู่คุณค่าทางเศรษฐกิจ-|-เดลินิวส์พลิกวิกฤต”ฟางและตอซังข้าว” สู่คุณค่าทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

ประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของโลก โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวสูงถึงประมาณ 70 ล้านไร่ หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 46 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมดของประเทศ แต่ละปีหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวสิ้นสุดลง เกษตรกรไทยต้องเผชิญกับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจำนวนมหาศาล โดยมีฟางข้าวเหลือทิ้งในนาเฉลี่ยถึง 27 ล้านตัน และตอซังข้าวตกค้างอีกกว่า 18 ล้านตัน หากคำนวณในพื้นที่ปลูกข้าวเพียง 1 ไร่ จะมีปริมาณฟางและตอซังรวมกันเฉลี่ยสูงถึง 650 กิโลกรัม ด้วยปริมาณที่มากและข้อจำกัดเรื่องเวลาในการเตรียมดินสำหรับฤดูกาลถัดไป เกษตรกรส่วนใหญ่จึงนิยมเลือกใช้วิธี “การเผา” เป็นทางออกหลัก ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสียอย่างคณานับที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์การเกษตร การเผาฟางและตอซังข้าวคือการทำลาย “คลังปุ๋ยธรรมชาติ” อย่างน่าเสียดาย ข้อมูลทางสถิติต่อปีชี้ให้เห็นว่า การเผาทำให้ดินต้องสูญเสียธาตุอาหารหลักอย่างรุนแรง แบ่งเป็น ไนโตรเจน  90 ล้านกิโลกรัม, ฟอสฟอรัส  20 ล้านกิโลกรัม และโพแทสเซียม  อีกกว่า 260 ล้านกิโลกรัม ซึ่งหากคิดเป็นมูลค่าความเสียหายเฉพาะธาตุอาหารหลักจะตกอยู่ที่ 217 บาทต่อไร่ ยังไม่นับรวมการสูญเสียธาตุอาหารรอง เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และซัลเฟอร์ อีกกว่า 150 ล้านกิโลกรัมต่อปี ส่งผลให้มูลค่าความสูญเสียรวมทางเศรษฐกิจพุ่งสูงกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี ดินที่ถูกความร้อนจะเสื่อมโทรม จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ตายลง โครงสร้างดินแน่นทึบ และเก็บกักน้ำได้แย่ลง ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นในระยะยาว

ยิ่งไปกว่านั้น การเผายังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 หมอกควัน และเขม่าพิษที่ทำลายระบบทางเดินหายใจของประชาชน และยังปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์  ซึ่งขับเคลื่อนให้เกิดภาวะโลกร้อน ฝันร้ายนี้ย้อนกลับมาทำลายเกษตรกรเองในรูปแบบของสภาพอากาศที่แปรปรวน ฝนไม่ตกตามฤดูกาล เกิดภัยแล้ง และการระบาดของศัตรูพืชที่รุนแรงขึ้น

เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน ภาครัฐและหน่วยงานทางการเกษตรจึงเร่งส่งเสริมแนวคิด “3R” (Reduce, Reuse, Recycle) และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่เกษตรกรรมปลอดการเผา (Zero Burning) โดยมี 12 แนวทางในการแปรเปลี่ยนฟางและตอซังข้าวให้เป็นเม็ดเงินและประโยชน์นานัปการ ดังนี้

1.:การไถกลบตอซังและฟางข้าว เป็นวิธีที่ง่ายและยั่งยืนที่สุด การไถกลบช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้ร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้ดี และเพิ่มอินทรียวัตถุ โดยหากเกษตรกรใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ของกรมพัฒนาที่ดิน จะช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายให้เร็วขึ้น การไถกลบนี้สามารถคืนธาตุอาหารสู่ดินคิดเป็นมูลค่าทดแทนปุ๋ยเคมีได้สูงถึง 900 บาทต่อไร่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้อย่างเห็นผล 2.การอัดฟางก้อนพาณิชย์ นำเทคโนโลยีเครื่องอัดฟางมาใช้สร้างรายได้เสริม โดยฟางอัดก้อนสามารถจำหน่ายได้ในราคาก้อนละ 20–25 บาท ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 600 บาทต่อไร่ 3.การผลิตปุ๋ยอินทรีย์: นำฟางข้าวมาทำเป็นปุ๋ยหมักร่วมกับมูลสัตว์ เพื่อนำกลับมาใช้ปรับปรุงดินในแปลงเพาะปลูก

4.วัสดุคลุมดินและเพาะเห็ด  ฟางข้าวเป็นวัสดุชั้นยอดในการรักษาความชุ่มชื้นให้หน้าดินในแปลงผัก และเป็นวัสดุหลักในการเพาะเห็ดฟาง ซึ่งเป็นพืชระยะสั้นที่ทำกำไรได้ดี 5.อาหารหยาบสำหรับปศุสัตว์  ใช้เป็นอาหารหลักรองท้องสำหรับโคกระบือในช่วงฤดูแล้งที่หญ้าขาดแคลน 6.อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ นำไปแปรรูปเป็นเนื้อเยื่อกระดาษเพื่อทำสิ่งประดิษฐ์และบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก 7.เฟอร์นิเจอร์และวัสดุตกแต่ง  แปรรูปเป็นแผ่นฉนวนหรือแผ่นบอร์ดสำหรับ 8..ทำเฟอร์นิเจอร์ ในบ้านวัสดุก่อสร้างรักษ์โลก  นำไปเป็นส่วนผสมหลักในการทำโครงสร้างบ้านดิน ซึ่งช่วยกันความร้อนได้เป็นอย่างดี

9..ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร  นำฟางมาสร้างสรรค์เป็นหุ่นฟางยักษ์หรือศิลปะจากฟางข้าว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน 10.นวัตกรรมสีย้อมอาหาร นำฟางข้าวมาสกัดสารให้สีธรรมชาติเพื่อความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอาหาร 11.การสกัดสารแทนนิน  นำสารสกัดแทนนินจากฟางไปใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนังและเคมีภัณฑ์และ 12.พลังงานทดแทนแห่งอนาคต นำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ด (Pellets) หรือเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแข็ง เพื่อป้อนเข้าสู่โรงไฟฟ้าชีวมวล

การบริหารจัดการฟางและตอซังข้าวอย่างถูกวิธี ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องชั้นบรรยากาศและสุขภาพของคนในชาติจากวิกฤต PM2.5 เท่านั้น แต่ยังลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม การหยุดเผาแล้วเปลี่ยนมาใช้ประโยชน์จากสิ่งเหลือทิ้งเหล่านี้ จึงเป็นการยกระดับภาคเกษตรกรรมไทย เพื่อความมั่งคั่งและยั่งยืนของผืนแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5933519/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lO0O0X28tpq5-86_1eYZz