
“เศรษฐกิจไทย” กำลังเผชิญความท้าทายว่าด้วยเรื่อง “หนี้ครัวเรือนสะสม” และ “ค่าเงินบาทผันผวน” ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องปรับเปลี่ยนบทบาท เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบ “เฉพาะจุด” ผ่าน 6 มาตรการสำคัญช่วงปี 2569 นี้ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเสริมสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าอย่างยั่งยืน
1) จัดระเบียบทองคำออนไลน์สกัดเงินบาทผันผวน ธปท.กำหนดให้การซื้อขายทองคำ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องทำผ่านสกุลเงินบาทเท่านั้น โดยห้ามซื้อขายเกิน 50 ล้านบาทต่อคนต่อแพลตฟอร์ม หากธุรกรรมเกิน 20 ล้านบาท หรือมีการถอนทองคำแท่งจริง จะต้องรายงานต่อทางการทันที มาตรการนี้ช่วยลดความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทและทองคำลงจาก 0.8% เหลือ 0.4% ทำให้ค่าเงินบาทนิ่งขึ้น
2) จำกัดการถอนเงินสดมูลค่าสูง มุ่งสู่สังคมไร้เงินสดและโปร่งใส เพื่อผลักดันให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบดิจิทัล ธปท.ควบคุมการถอนเงินสดจำนวน 5 ล้านบาทขึ้นไป ส่งผลให้มูลค่าการถอนเงินสดลดลง 25-30% และเตรียมขยายผลสู่ธุรกรรมฝาก-แลกเงินสดที่เกิน 5 ล้านบาท ต้องแจ้งแหล่งที่มา และวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน เพื่อช่วยลดปัญหาคอร์รัปชันและสร้างความโปร่งใสระยะยาว
3) “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ต่อลมหายใจลูกหนี้เสีย แบงก์ชาติร่วมมือกับบริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด (SAM) ในการโอนย้ายหนี้เสียมาปรับโครงสร้างหนี้ โดยมีเป้าหมายรองรับลูกหนี้สูง 1 ล้านบัญชี ปัจจุบันมีลูกค้าเซ็นสัญญาแล้วประมาณ 1 แสนบัญชี ประเมินว่าสิ้นปี 2569 จะช่วยได้ 2 แสนบัญชี และเมื่อรวมกับกลุ่มที่แบงก์ เร่งปรับโครงสร้างก่อนขายหนี้ จะช่วยประชาชนได้รวมกว่า 3 แสนคน
4) SMEs Credit Boost ปลดล็อกกำแพงสินเชื่อ ภาคธุรกิจ SMEs เผชิญภาวะสินเชื่อหดตัวติดลบยาวนานถึง 14 ไตรมาส ธปท. จึงแก้เกมด้วยการนำเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF มาช่วยแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตร่วมกับธนาคารพาณิชย์ ปัจจุบันปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท และตั้งเป้าดันยอดสะสม 40,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี พร้อมขยายการช่วยเหลือไปยังกลุ่มที่กระทบจากสงครามตะวันออกกลาง
5) SMEs Secure+ เติมทุนด้วยหลักประกันเดิม เพื่อลดข้อจำกัดเรื่องหลักทรัพย์ค้ำประกัน แบงก์ชาติคลอดมาตรการผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการสามารถนำหลักประกันเดิม ที่เคยชำระหนี้ไปแล้วบางส่วนและยังมีมูลค่าวงเงินเหลืออยู่ กลับมาใช้ค้ำประกันเพื่อขอสินเชื่อก้อนใหม่ได้ประเมินว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ 50,000 ล้านบาท ภายในเดือนมิถุนายน 2570
6) รื้อโครงสร้างค่าธรรมเนียม 19 รายการ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค ถือเป็นไฮไลต์สำคัญคือการปฏิรูปมาตรฐานค่าธรรมเนียมธนาคาร 4 กลุ่ม รวม 19 รายการ ให้สอดคล้องกับต้นทุนเทคโนโลยีที่ต่ำลง อาทิ กลุ่มบัญชีเงินฝาก(ขอ Statement ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ฟรี และแบบกระดาษไม่เกิน 100 บาท), กลุ่มบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (คุมค่าธรรมเนียมแรกเข้า/รายปี บัตร ATM ไม่เกิน 100/150 บาท และลดค่ากดเงินสดบัตรเครดิตเหลือ 2.5%), กลุ่มธุรกรรมชำระเงิน (โอนเงินหรือฝาก-ถอนเงินสดข้ามเขตผ่านดิจิทัลฟรี ส่วนค่าโอนเงินส่วนค่าโอนเงินบาทเนต ปรับลดเหลือ 100 บาท), กลุ่มสินเชื่อ SMEs (หากลูกหนี้ผ่อนชำระไปแล้วเกินครึ่งหนึ่งของเงินต้น สถาบันการเงินห้ามเรียกเก็บค่าปรับปิดบัญชีก่อนกำหนด)
การปฏิรูปค่าธรรมเนียมดังกล่าว ทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม-1 ตุลาคม 2569 แม้จะกระทบต่อกำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์ประมาณ 1.5-2% แต่เงินจำนวนนี้จะถูกส่งต่อกลับคืนไปเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนของประชาชนและ SMEs ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/837429&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mivamkvgSfl4wOnvD-dEU

