วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก กำลังทำให้การระดมเงินทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของภาคธุรกิจไทย ‘สมชาย เลิศลาภวศิน’ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวใน EARTH JUMP 2026: A Bridge to Empowered Actions บนเวทีเสวนาหัวข้อ ‘การเงินพลังขับเคลื่อนความยั่งยืน’ ว่า ภาคการเงินมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นได้จริง และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในอนาคต

สมชายกล่าวว่า โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์ว่าในปีนี้มีโอกาสถึง 98% ที่อุณหภูมิจะทำสถิติสูงสุดใหม่ ส่งผลต่อภาคการผลิต ต้นทุนสินค้า และปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามมา ขณะที่ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 ซึ่งเป็นการขยับกรอบเวลาให้เร็วขึ้นจากเป้าหมายเดิม 15 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของโลก
อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่เป้าหมายดังกล่าวยังมีความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะภาคพลังงานที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 70% ขณะที่หลายประเทศในยุโรปสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนได้มากกว่า 30% แล้ว ดังนั้นการปรับโครงสร้างพลังงานจึงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ
สมชายกล่าวต่อไปว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำยังต้องเผชิญโจทย์ด้านเงินทุน โดยไทยจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนราว 1.5-1.7 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่การรับมือภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นต้องใช้งบประมาณประมาณ 1.6-1.9 แสนล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันมีการจัดสรรงบประมาณเพียง 3.5 หมื่นล้านบาทต่อปีเท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ภาคการเงินต้องเข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม
ที่ผ่านมา ธปท. ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อวางรากฐานของระบบการเงินเพื่อความยั่งยืน หนึ่งในนั้นคือ ‘Thailand Taxonomy’ ซึ่งทำหน้าที่เป็นมาตรฐานกลางในการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยให้ทุกภาคส่วนใช้เกณฑ์เดียวกันในการประเมินและตัดสินใจลงทุน
ด้านสถาบันการเงินก็ได้เร่งขยายบทบาทด้านความยั่งยืนมากขึ้น โดยธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เริ่มจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านเพื่อกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่หลายแห่งเพิ่มเป้าหมายสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนขึ้น 2-3 เท่า พร้อมเปิดพื้นที่ทดสอบนวัตกรรมทางการเงินและการพัฒนาตลาดคาร์บอนผ่านกลไกแซนด์บ็อกซ์ด้านกฎระเบียบ (Regulatory Sandbox)
นอกจากนี้ ธปท. ยังเดินหน้าโครงการ Financing the Transition เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เข้าถึงเงินทุนสำหรับการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยสามารถสนับสนุนผู้ประกอบการได้แล้วกว่า 700 ราย และอนุมัติสินเชื่อรวมมากกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปีที่ผ่านมา
สมชายย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนต้องอาศัยองค์ประกอบหลายด้านควบคู่กัน เงินทุนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการ ภาคธุรกิจยังต้องเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือวัดผล และข้อมูลที่จำเป็นต่อการวางแผนปรับตัวในระยะยาว
เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างเป็นรูปธรรม ธปท. ได้เริ่มดำเนินโครงการในภาคเศรษฐกิจสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับภาคพลังงานซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับประเทศ ขณะเดียวกันยังร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมพัฒนาโครงการ Green Resolution for Hotels เพื่อสนับสนุนธุรกิจโรงแรมในการวัดและติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ส่วนด้านกฎระเบียบ ธปท. ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์หลายส่วนเพื่อช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกขึ้น เช่น การผ่อนปรนเกณฑ์สินเชื่อรายใหญ่สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รวมถึงร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ผ่านโครงการ Portfolio Guarantee Scheme: PGS และมาตรการแบ่งปันความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้สถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อสำหรับโครงการด้านความยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับสถาบันการเงินของรัฐ อาทิ ธนาคารออมสิน เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงเงินทุนของภาคธุรกิจในวงกว้างมากขึ้น ขณะที่ในปี 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัด Global Policy Forum on Natural Capital 2026 ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติที่มุ่งหารือแนวทางพัฒนานโยบายเศรษฐกิจและระบบการเงินโดยคำนึงถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติในฐานะทุนสำคัญของการพัฒนา
สมชายกล่าวว่า การขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง เพราะการปรับตัวได้เร็วจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความพร้อมให้ประเทศไทยรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ส่วนด้านการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ธปท. ได้ปรับปรุงกฎเกณฑ์หลายส่วนเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น อาทิ การผ่อนปรนเกณฑ์สินเชื่อรายใหญ่สำหรับโครงการด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ผ่านโครงการ Portfolio Guarantee Schem และมาตรการแบ่งปันความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ทั้งยังทำงานร่วมกับสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงเงินทุนของภาคธุรกิจให้ครอบคลุมมากขึ้น และสร้างกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านในวงกว้าง
สำหรับก้าวต่อไป ในปี 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Policy Forum on Natural Capital 2026 ซึ่งเป็นเวทีนานาชาติที่เปิดให้ภาครัฐ ภาคการเงิน และผู้กำหนดนโยบายจากหลายประเทศร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและการเงินที่คำนึงถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ
“การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของเศรษฐกิจโลก ดังนั้นการสร้างระบบการเงินที่ช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้ทัน จึงมีความสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต” สมชายกล่าวทิ้งท้าย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5931288/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LTxhCFCmjXMc32l7ayg2c

