• Sun. May 31st, 2026

แอปเรียกรถโตทะลุกราฟ  แต่กฎหมาย ตามสภาพ

แอปเรียกรถโตทะลุกราฟ -แต่กฎหมาย-ตามสภาพแอปเรียกรถโตทะลุกราฟ  แต่กฎหมาย ตามสภาพ

“เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม” กำลังเข้ามาเปลี่ยนชีวิตพวกเราไปแบบสิ้นเชิง ตั้งแต่วงการอีคอมเมิร์ซที่มูลค่าตลาดพุ่งทะยานไปถึง 21.8 พันล้านดอลลาร์ (ปี 2567) ไปจนถึง “แอปเรียกรถ” ที่กลายเป็นเดอะแบกเรื่องการเดินทางและสร้างรายได้ให้คนไทยนับล้าน

ต่ถ้าซูมดูดีๆ จะเห็น “ความเหลื่อมล้ำ” ที่แอบย้อนแย้งสุดๆ ในขณะที่ฝั่งอีคอมเมิร์ซมีกฎหมายคุมเข้มเป๊ะเวอร์ ฝั่งแอปเรียกรถกลับยังมีสถานะแค่ “วิ่งตามให้ทัน” ทั้งที่วงการนี้ส่งผลกระทบกับชีวิตเราจังๆ ทั้งเรื่องความปลอดภัย สวัสดิการคนขับ และราคาที่บางทีก็แรงจนปาดเหงื่อ

อีคอมเมิร์ซ ลูกรักพระเจ้าที่กฎหมายเป๊ะเวอร์

เข้าใจได้ว่าทำไมรัฐถึงเอาอีคอมเมิร์ซมาเป็นโมเดลต้นแบบ เพราะตลาดมันชัดเจน มีผู้เล่นตัวท็อปแค่ไม่กี่เจ้า ปัญหาหลักๆ คือเรื่องหลอกขายของกับความโปร่งใส ซึ่งแก้ได้ด้วยการใช้กฎหมายบังคับให้เปิดเผยข้อมูล ความจริงคือ พ.ร.ฎ. แพลตฟอร์มดิจิทัลฯ ปี 2565 (ดูแลโดย ETDA) ถูกออกแบบมาเพื่อ “พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์” เป็นหลัก เน้นคุมเรื่องรายได้ ยอดผู้ใช้งาน และการจัดการข้อร้องเรียนซื้อขายของ มากกว่าจะมาดูเรื่องบริการเดินทาง

วงการแอปเรียกรถในไทยโตไวมาก! ข้อมูลจาก Techsauce x Bolt เผยว่าตลาดนี้มีเงินสะพัดถึง 30,000-50,000 ล้านบาทต่อปี และคาดว่าปี 2573 จะมีคนใช้ทะลุ 16 ล้านคน ความจริงคือมันเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง 93% ของคนขับบอกว่าการเงินที่บ้านดีขึ้นตั้งแต่มาขับแอป เกือบ 1 ใน 3 ฟันรายได้จุกๆ ถึง 40,000 บาท/เดือน ในประเทศที่มีแรงงานนอกระบบกว่า 21.1 ล้านคน แอปเรียกรถคือ “สะพานเชื่อม” ให้คนกลุ่มนี้ได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลแบบเต็มตัว การคุมแอปเรียกรถมันซับซ้อนกว่าอีคอมเมิร์ซเยอะ กฎกระทรวงปี 2564 ที่ทำให้เรียกรถผ่านแอปถูกกฎหมาย ไปโฟกัสแค่ความปลอดภัยกับคุมเพดานราคา แต่ดัน “ลืม” มิติสำคัญของยุคดิจิทัลไปซะสนิท

แอปเรียกรถ ได้รับความนิยมสูงมากก็จริง แต่ผู้ให้บริการบางแบรนด์แสวงหาผลกำไรในตลาดนี้ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ ปัญหาหรือเรื่องร้องเรียน ยังคงมีปัญหาความปลอดภัย ขับอ้อม คิดราคาผิดปกติ อนาจาร ปล่อยให้คนต่างด้าวมาขับ บางคันเจอคนขับอายุน้อยกว่า 17 ปแสแย่กว่านั้น คือ คนขับบางคน ใบมีใบขับขี่สาธารณะ ไม่มีใบขับขี่ แล้วได้ไอดีมาได้ยังไง เหล่านี้ คือ ช่องว่าง ปัญหา เพนพอยท์ แล้วแต่จะเรียก ถึงเวลามีข่าวแรงๆ หน่วยราชการก็ลุกขึ้นมาชี้แจง ขู่ คาดโทษ แล้วก็หา คนรับผิดชอบ แพะตัวที่เหมาะที่สุด คือ กฎหมาย หน่วยงมีกฎหมาย แต่กฎหมายไม่มีอำนาจพอ

ปรับโครงสร้างกฎหมายให้แฟร์กับทุกฝ่าย

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ นายทะเบียนแพลตฟอร์ม เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะถูกแก้กฎหมายให้อำนาจเข้ามาจัดการมากว่าแค่นายทะเบียน เอ็ตด้า ยอมรับว่าปัญหาของแพลตฟอร์ม เกี่ยวข้องกับหลายส่วน ถ้าเป็นเรื่องขายของ คือ คนขาย คนซื้อ คนส่งของ คนตรวจสอบคุณภาพ ถ้าเป็นบริการ ก็คือ ความปลอดภัย การยืนยันตัวตน การให้บริการ คุณภาพ มาตรฐานของบริการ และเรื่องร้องเรียน ลักษณะของการบังคับใช้กฎหมาย จะใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบหรือเรื่องร้องเรียนนั้นมาบังคับใช้ จะเห็นว่าไม่มีเคสแบบใดเลยที่ใช้กฎหมายฉบับเดียวจัดการแล้วครอบคลุม จะต้องใช้กฎหมายร่วม ต้องมีหน่วยงานมากว่า 1 แห่ง ในการพิจารณาเรื่องนั้น และเมื่อแต่ละหน่วยงานเข้ามาพิจารณาเรื่องใดร่วมกัน ต่างคนต่างก็ถือกฎหมายของตัวเองเป็นหลัก การจัดการเรื่องทุกเคส จึง จบช้า เรื้อยรัง และไม่เด็ดขาด

รัฐบาลพยายามนำ พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มเข้ามาใช้ รวมถึงแนวคิดการใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 มาปรับใช้เพื่อจัดการกับแพลตฟอร์มที่ร่วมมือกับผู้กระทำความผิด มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วบริหารจัดการร่วมกัน หลักการคือ บังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเพื่อให้ตลาดไทยเติบโตอย่างยั่งยืน อาจส่งผลให้ผู้บริโภค ตลาด หรือราคาสินค้าตลาดที่โปร่งใสและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น รวมถึงการปกป้องผลประโยชน์แเพิ่มละระดับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลที่นอกเหนือจากอีคอมเมิร์ซ รวมถึงโซเชียลมีเดีย

จับตา บทสรุปในการบังคับใช้กฎหมาย เข้ามาดูแลปัญหาแพลตฟอร์ม จะจบ หรือยังต้องมีภาคต่อ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/ride-hailing-apps-skyrocketing-but-law-as-it-is&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Cev_IB7cPMTKQ-_IBGZrC