• Sun. May 31st, 2026

เจาะแผน “5 Economy” อาวุธใหม่ ททท. ล่านักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก

เจาะแผน-“5-economy”-อาวุธใหม่-ททท.-ล่านักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักเจาะแผน “5 Economy” อาวุธใหม่ ททท. ล่านักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก

ในวันที่เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น หลายคนอาจคิดว่าคงไม่มีใครกล้าเที่ยวเหมือนเดิม แต่ข้อมูลจาก วีซ่า ยักษ์ใหญ่ Digital Payment ระดับโลก กลับบอกว่า นักท่องเที่ยวไม่ได้เลิกเที่ยว เพียงแค่เปลี่ยนวิธีเที่ยวเท่านั้น 

จากเดิมที่อาจบินข้ามทวีปกันบ่อย ๆ วันนี้หลายคนหันมาเลือกเดินทางในภูมิภาคใกล้บ้านมากขึ้น วางแผนทริปแบบยืดหยุ่นขึ้น และที่สำคัญคือให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” มากกว่าการซื้อของหรือใช้เงินไปกับสิ่งของราคาแพง

เมื่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็ต้องเปลี่ยนตาม จากเดิมที่หลายปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมักแข่งขันกันที่จำนวนคน หรือ Volume ว่าจะดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศได้กี่ล้านคน วันนี้ ททท.กำลังขยับเกมใหม่ไปสู่การสร้าง “มูลค่า” หรือ Value จากนักท่องเที่ยวคุณภาพ ผ่านแนวคิดที่เรียกว่าผลักดัน “5 Economy”

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.

เมื่อความหรูหราไม่ได้วัดกันที่ราคา แต่เป็นความรู้สึก

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. อธิบายว่า แนวคิดนี้จะถูกนำมาขับเคลื่อนร่วมกับวีซ่า ภายใต้โครงการ Visa Destination โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้ประเทศไทยตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่มากขึ้น ภายใต้แนวคิด “Amazing Thailand : Your Feeling is the New Luxury”

พูดง่าย ๆ คือ ความหรูหราในยุคนี้อาจไม่ใช่การพักโรงแรมแพงที่สุดหรือกินร้านอาหารหรูที่สุด แต่เป็นความรู้สึกที่ได้รับจากการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความสบายใจ หรือประสบการณ์ที่มีความหมาย และนั่นคือที่มาของ 5 เศรษฐกิจใหม่ที่ ททท. กำลังผลักดัน ไม่ว่าจะเป็น

1. Life Economy เที่ยวเพื่อฮีลใจ ไม่ใช่แค่เที่ยวเพื่อเช็กอิน

ช่วงหลังเราจะเห็นคำว่า Wellness และ Healing ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเดินทางเพื่อพักผ่อน ฟื้นฟูร่างกาย และเยียวยาจิตใจ มากกว่าจะออกไปตะลุยเที่ยวแบบเดิม

Life Economy จึงเน้นการสร้างประสบการณ์ด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต ตั้งแต่สปา เวลเนส ไปจนถึงการพาไปค้นพบมุมสงบของเมือง อย่างย่านทรงวาด ที่กำลังกลายเป็นพื้นที่ยอดนิยมสำหรับคนที่อยากชะลอจังหวะชีวิตและใช้เวลากับตัวเอง

เจาะแผน

2. Night Economy เปลี่ยนเมืองไทยให้ทำเงินได้ทั้งวันทั้งคืน

หลายประเทศทั่วโลกสร้างรายได้มหาศาลจากเศรษฐกิจกลางคืน และ ททท. ก็มองว่าไทยมีศักยภาพไม่แพ้ใคร Night Economy ไม่ได้หมายถึงแค่สถานบันเทิง แต่รวมถึงสตรีทฟู้ด ร้านอาหาร คอนเสิร์ต พิพิธภัณฑ์ งานศิลปะ หรือย่านสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวหลังพระอาทิตย์ตกดิน

เป้าหมายคือทำให้เมืองท่องเที่ยวไทยมีชีวิตชีวาตลอด 24 ชั่วโมง และกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในช่วงเวลากลางคืน

3. Subculture Economy ขายความหลงใหล มากกว่าขายสถานที่

นี่อาจเป็นแนวคิดที่น่าสนใจที่สุด แทนที่จะทำตลาดแบบแมสเหมือนในอดีต ททท. เริ่มหันมาจับกลุ่มคนที่มีความสนใจเฉพาะทางมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการจัดงาน UFO Festival คำถามว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือมีคนจำนวนมากที่สนใจเรื่องนี้จริง

หากประเทศไทยสามารถสร้างประสบการณ์หรืออีเวนต์ที่ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ได้ ก็อาจกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่คนรัก UFO จากทั่วโลกอยากเดินทางมาเยือน

นี่คือการเปลี่ยนจากการขายสถานที่ท่องเที่ยว ไปสู่การขาย “แพสชัน” ของผู้คน

4. Circular Economy เที่ยวอย่างไรไม่ให้โลกเหนื่อยกว่าเดิม

อีกหนึ่งเทรนด์ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นคือเรื่องความยั่งยืน Circular Economy จึงเน้นการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบต่อชุมชน และสร้างประโยชน์ให้คนในพื้นที่อย่างแท้จริง

เพราะนักท่องเที่ยวคุณภาพในปัจจุบันไม่ได้มองแค่ความสนุก แต่ยังสนใจว่าการเดินทางของตัวเองส่งผลต่อโลกอย่างไรด้วย

5. Platform Economy ทำให้การเที่ยวไทยง่ายที่สุด

สุดท้ายคือเรื่องของความสะดวกสบาย ททท. และวีซ่าต้องการเชื่อมโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันให้ไร้รอยต่อ ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล วางแผนการเดินทาง ไปจนถึงการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล

เป้าหมายคือทำให้ประเทศไทยกลายเป็น Cashless Destination อย่างเต็มรูปแบบ นักท่องเที่ยวสามารถแตะบัตรหรือสแกนจ่ายได้ทุกที่เหมือนอยู่บ้านตัวเอง

จากเมืองหลักสู่ 77 จังหวัด

ในระยะแรก โครงการจะเน้นเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ เชียงราย และขอนแก่น ก่อนขยายไปยังจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ

พร้อมกับการพัฒนาข้อเสนอพิเศษ ทั้งร้านอาหาร โรงแรม และกิจกรรมท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์นักเดินทางแต่ละกลุ่ม

เจาะแผน Visa เลือกไทยเป็นประเทศแรกในเอเชีย เปิดแพลตฟอร์ม Visa Destinations ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ

อีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย คือการที่วีซ่า ขยายแพลตฟอร์ม “Visa Destinations” สู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเลือกประเทศไทยเป็นตลาดแรก และเป็นประเทศเดียวที่ได้รับการพัฒนาในระดับประเทศ

โครงการดังกล่าวครอบคลุมเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา อุดรธานี สมุย หัวหิน และหาดใหญ่ สะท้อนความหลากหลายของประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยที่สามารถตอบโจทย์นักเดินทางได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่เมืองระดับโลกไปจนถึงเมืองรองที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว

ข้อมูลจากวีซ่า ยังชี้ว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 2568 การเดินทางขาเข้าฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสบการณ์ และการใช้ชีวิตแบบคนท้องถิ่นมากขึ้น

ปัจจุบันเม็ดเงินใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในไทยมากกว่าสองในสามมาจากนักเดินทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขณะที่นักท่องเที่ยวระยะไกลจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และยุโรป ยังคงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยหมวดการใช้จ่ายหลักยังคงเป็นที่พัก ร้านอาหาร ค้าปลีก สุขภาพ และบริการด้านการเดินทาง

แอนโทนี วัตสัน ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย

ไม่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เน้นคนที่ใช้จ่ายมากขึ้น

แอนโทนี วัตสัน ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เป้าหมายของ Visa Destinations ไม่ได้มุ่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่พร้อมใช้จ่ายมากขึ้น พำนักนานขึ้น และออกเดินทางไปยังจุดหมายใหม่ ๆ นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวกระแสหลัก

โดยมุ่งสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง ครอบคลุมทั้งกลุ่มครอบครัว คู่รัก นักท่องเที่ยวฮันนีมูน และนักเดินทางแบบ Solo Traveler

ข้อมูลของวีซ่า ยังพบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียม เป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงที่สุดและมีระยะเวลาพำนักยาวนานที่สุด ขณะที่กลุ่มครอบครัวมีการใช้จ่ายในระดับกลาง ส่วนกลุ่ม Solo Traveler มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่ำกว่า

ยุคใหม่ของนักท่องเที่ยว ซื้อ “ประสบการณ์” มากกว่าสินค้า

เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการใช้จ่าย แอนโทนี กล่าวว่า หมวดค้าปลีกหรือรีเทลยังคงเป็นหมวดที่เติบโตแข็งแกร่งที่สุด สะท้อนว่าประเทศไทยยังเป็นจุดหมายด้านการช้อปปิ้งที่สำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รองลงมาคือที่พักและร้านอาหาร

อย่างไรก็ตาม เทรนด์ที่น่าจับตาคือการเติบโตของ “Experience Economy” หรือเศรษฐกิจแห่งประสบการณ์ โดยเฉพาะการใช้จ่ายเพื่อเข้าร่วมคอนเสิร์ต อีเวนต์ และกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา

ปรากฏการณ์คอนเสิร์ตระดับโลกในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น Blackpink หรือ Taylor Swift กลายเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการจองโรงแรม ร้านอาหาร และการเดินทางในเมืองปลายทางไปพร้อมกัน

แม้โลกผันผวน แต่ดีมานด์เดินทางยังไม่หาย

แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบต่อบางตลาด แต่ภาพรวมการเดินทางผ่านเครือข่ายวีซ่า ทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

วีซ่ามองว่า ประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็น Travel Hub หรือศูนย์กลางการเดินทางสำคัญของภูมิภาค ทั้งในฐานะจุดหมายปลายทางและจุดพักเปลี่ยนเที่ยวบินของนักเดินทางจากทั่วโลก

เจาะแผน

ดันไทยสู่ Cashless Destination เต็มรูปแบบ

ภายใต้ความร่วมมือกับ ททท. Visa ยังเตรียมยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวผ่านระบบการชำระเงินดิจิทัลที่ไร้รอยต่อ ทั้งการแตะบัตรและการสแกนจ่าย เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้จ่ายได้สะดวกไม่ต่างจากการอยู่ในประเทศของตนเอง

ขณะเดียวกัน ยังเร่งขยายจุดรับชำระเงินไปยังร้านค้ารายย่อยมากขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเข้าถึงกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างทั่วถึง และรองรับพฤติกรรมของนักเดินทางยุคใหม่ที่คุ้นเคยกับการใช้จ่ายแบบดิจิทัลเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูว่าความร่วมมือนี้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือสร้างเม็ดเงินให้กับผู้ประกอบการไทยได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งเมืองหลักเมืองรอง และเชื่อมนักท่องเที่ยวจากหลาย ๆ ประเทศเข้าสู่ท้องถิ่นได้อย่างไรบ้าง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/743205&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZdrEK3oXBeZKl8q9ynJyl