
บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) เปิดเวทีเสวนา KTC FIT TALK ในหัวข้อ “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อที่เปราะบาง
“อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่กำลังเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงกำลังซื้อ เอสเอ็มอี ภาคเกษตร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว
น.ส.วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC กล่าวว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดการใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิต KTC โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 69 ยอดใช้จ่ายหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% สะท้อนว่าอาหารยังเป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไทย แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
“ในมุมของ KTC อาหารคือมากกว่าการบริโภคหนึ่งมื้อ แต่เป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกยอดใช้จ่ายในร้านอาหารยังเชื่อมกลับไปถึงผู้ประกอบการ วัตถุดิบ แรงงาน SME และเศรษฐกิจชุมชน Food Economy จึงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนทั้งกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ” น.ส.วริษฐา กล่าว
น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (NFI) กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจาก Local Content ในระดับสูง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตเพื่อส่งออก ไปสู่ผู้สร้างนวัตกรรม ผ่านข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้าน Intelligence เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้ Food Economy เชื่อมโยงภาคเกษตร ผู้ผลิต SME ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยภาคเกษตรไทยมีการจ้างงานราว 11 ล้านคน หรือประมาณ 28% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ SME แปรรูปอาหาร ในปี 68 มีประมาณ 128,000 ราย และมีการจ้างงานกว่า 5 ล้านคน
ส่วนธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 69 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 700,000 ล้านบาท เติบโต 2-3% และมีการจ้างงานราว 650,000 คน สะท้อนบทบาทของห่วงโซ่อาหารในฐานะ Shock Absorber ของเศรษฐกิจ
สำหรับทางรอดของ SME อาหาร มองว่า ต้องเลิกเน้นยอดขาย หันมาโฟกัสกำไรต่อหน่วย เพราะในยุคต้นทุนแพง ความอร่อยคือใบอนุญาตเข้าตลาด แต่ความอยู่รอดขึ้นอยู่กับ Margin ดังนี้
- จัดการเมนู และรู้ต้นทุนจริง (Food cost, แก็ส, delivery fee) เลิกขายเมนูที่ยิ่งขายยิ่งขาดทุน
- ลดต้นทุนแฝง จัดการ Food Loss, สต็อกเกิน, และค่าไฟ
- ออกแบบอาหารเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มสุขภาพ, ฮาลาล, ผู้สูงอายุ และยกระดับมาตรฐานเพื่อเข้าสู่ B2B
4. ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์ม สร้างระบบ CRM, Subscription, หรือ B2B Catering เป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้า
“ภายใต้แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง นโยบายเศรษฐกิจไม่ควรมุ่งเพียงการทำให้อาหารมีราคาถูก แต่ควรเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่การทำให้คนในห่วงโซ่อาหารมีรายได้สูงขึ้น เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเป็น High-Value & Integrated Brand Owners” น.ส.ไปยดา กล่าว
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็น “ดัชนีเศรษฐกิจปลายทาง” ที่สะท้อนกำลังซื้อของประชาชน ปัจจุบันความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือ 1-2 ครั้ง
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า ภาพความเป็นจริงของภาคบริการในปัจจุบัน ร้านอาหารกำลังเผชิญกับ “มรสุม 3 ด้าน” คือ
- ต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งจากราคาวัตถุดิบ พลังงาน และค่าโลจิสติกส์
- ยอดขายที่ลดลงตามสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบาง
- ปัญหาแรงงาน ที่คนไทยไม่อยากทำงานภาคบริการ ทำให้ร้านอาหารต้องพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก
นอกจากนี้ อีกหนึ่งความเสี่ยงคือ “รอยรั่วทางเศรษฐกิจ” จากแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ต่างชาติที่เก็บส่วนแบ่งกำไร (Margin) ไปจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการเหนื่อยแต่ได้ผลตอบแทนไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
“ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนสูง ทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ทำให้หลายร้านอยู่ในภาวะยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต” นางฐนิวรรณ กล่าว
ดังนั้น ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงต้องเร่งปรับตัวด้านการบริหารต้นทุน การใช้ดิจิทัลและข้อมูล และการสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ เพราะอนาคตของร้านอาหารไม่ได้แข่งขันกันเพียงความอร่อย แต่แข่งขันกันที่ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของลูกค้า
ทั้งนี้ เสนอให้ภาครัฐและเอกชนสนับสนุน 5 ด้าน ได้แก่ ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ พัฒนาทักษะดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัย คุณภาพ และความปลอดภัยอาหาร สนับสนุน Food Tourism และช่วยผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงความรู้ เงินทุน และช่องทางตลาด
“ธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของการขายอาหาร แต่คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ผลิต การจ้างงาน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย หาก Food Economy แข็งแรง ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ทั้งระบบ ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาลบริหารเศรษฐกิจในภาพรวมให้ดี เพราะร้านอาหารจะเติบโตได้เองโดยอัตโนมัติหากประชาชนมีกำลังซื้อ ในส่วนของมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ตลอด 4 เดือนที่จะถึงนี้ คาดว่าส่วนใหญ่ประชาชนจะนำมาใช้กับการจับจ่ายใช้สอยซื้ออาหารมากที่สุด ซึ่งก็จะสามารถช่วยพยุงร้านอาหารได้” นางฐนิวรรณ กล่าว
ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network (TGN) กล่าวว่า จากข้อมูลของ Mordor Intelligence ตลาด Foodservice ของประเทศไทยในปี 69 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 38.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในมิชลินไกด์กว่า 482 ร้าน และค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยว สะท้อนว่า Gastronomy Tourism กำลังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ
“ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกอาหารจากความอิ่มหรือความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น ส่งผลให้อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy ที่สร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ วันนี้อาหารไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่” ผศ.ดร.จุฑามาศ กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 พ.ค. 69)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/597288&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0G3-2sv4lK3AV0u4Lt36KF

