
มาตรการวีซ่าใหม่ สะท้อนการปรับทิศสู่ “ท่องเที่ยวคุณภาพ” ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลก
การปรับปรุงมาตรการวีซ่าใหม่ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการจัดระเบียบคนเข้าเมืองและรักษาความมั่นคงภายในประเทศ
โดยมีการเปลี่ยนแปลงใน 4 มิติหลัก ได้แก่
1 การใช้หลักการ “1 ประเทศ 1 สิทธิ” เพื่อลดความซ้ำซ้อน
2 การปรับลดวันพำนักฟรีวีซ่าเหลือไม่เกิน 30 วัน (จากเดิม 60 วัน) ใน 54 ประเทศ
3 การให้สิทธิท่องเที่ยวสั้น 15 วันกับกลุ่มประเทศเกาะ (มัลดีฟส์ มอริเชียส เซเชลส์)
4 การจำกัดสิทธิ Visa on Arrival (VoA) เหลือเพียง 4 ประเทศ (อาเซอร์ไบจาน เบลารุส อินเดีย เซอร์เบีย) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 15 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการวิเคราะห์ผลได้ผลเสียและผลกระทบของมาตรการดังกล่าวในมิติต่างๆ ดังนี้
ผลกระทบต่อภาพรวมตลาด: ผลจำกัดในระยะสั้น
จากการประเมินเชิงตัวเลข มาตรการนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวในสัดส่วนที่น้อยมาก โดยคิดเป็นเพียง 0.7% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด (อ้างอิงจากข้อมูล 4 เดือนแรกของปี 2569) เนื่องจากตลาดนักท่องเที่ยวสำคัญที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย เช่น จีน มาเก๊า ฮ่องกง และเกาหลีใต้ ยังคงเดินทางเข้าไทยได้ตามปกติภายใต้ “ข้อตกลงทวิภาคี” ที่ทำร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ มาตรการนี้จึงไม่ได้ปิดกั้นการเข้าเมืองของนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักแต่อย่างใด
วิเคราะห์ “ผลได้” (Pros): ยกระดับสู่ความมั่นคงและความยั่งยืน
ด้านความมั่นคงและจัดระเบียบสังคม: การลดความซ้ำซ้อนของสิทธิและการกระชับวันพำนักเหลือ 30 วัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้เจ้าหน้าที่ในการคัดกรอง ป้องกันกลุ่มทุนสีเทา หรือชาวต่างชาติที่แฝงตัวเข้ามาทำงานผิดกฎหมายในคราบนักท่องเที่ยว (Nomad/Visa Run)
การคัดกรองนักท่องเที่ยวคุณภาพ: มาตรการนี้สอดรับกับนโยบายระยะยาวของไทยที่ต้องการเปลี่ยนผ่านจากการเน้น “ปริมาณ” (Mass Tourism) ไปสู่ “คุณภาพ” (Value Tourism) นักท่องเที่ยวที่ยอมรับเงื่อนไขและเดินทางเข้ามามักเป็นกลุ่มที่มีเป้าหมายชัดเจน มีการวางแผนท่องเที่ยว และมีแนวโน้มการใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่า
วิเคราะห์ “ผลเสีย และข้อจำกัด” (Cons): ความยืดหยุ่นที่ลดลง
ผลกระทบต่อกลุ่มพำนักระยะยาว (Long-stay): นักท่องเที่ยวบางกลุ่ม เช่น ชาวยุโรปที่หนาวมาพำนักระยะยาว หรือกลุ่มบำบัดรักษาทางการแพทย์ อาจได้รับความสะดวกน้อยลงจากการลดจำนวนวันเหลือ 30 วัน ซึ่งอาจทำให้กลุ่มนี้หันไปเลือกจุดหมายปลายทางอื่นในภูมิภาคที่มีเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่า
ภาระต้นทุนและการแข่งขัน: การจำกัดสิทธิ Voา ในบางประเทศ อาจเพิ่มขั้นตอนและต้นทุนการเดินทาง ซึ่งในสภาวะที่การท่องเที่ยวโลกแข่งขันสูง นักท่องเที่ยวอาจอ่อนไหวต่อความยากง่ายในการขอวีซ่า
มรสุมปัจจัยลบภายนอก: โจทย์ใหญ่ที่น่ากังวลกว่าวีซ่า
แม้มาตรการวีซ่าจะส่งผลจำกัด แต่ภาพรวมการท่องเที่ยวของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังต้องเผชิญกับปัจจัยลบภายนอกประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น สะท้อนจากข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (1 ม.ค. – 24 พ.ค. 2569) ที่พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัวแล้ว 2.8% (YoY) ยอดรวมอยู่ที่ 13.4 ล้านคน โดยตลาดตะวันออกกลางหดตัวรุนแรงถึง 28% และอาเซียนหดตัว 16% ปัจจัยท้าทายสำคัญประกอบด้วย:
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์: สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเปราะบางสูง รวมถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยวระยะไกล
วิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ: ราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงทำให้ต้นทุนการบิน (Airfare) และค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้น บีบให้พฤติกรรมนักท่องเที่ยวต้องเลือกจุดหมายที่คุ้มค่าเงินที่สุด นอกจากนี้บางประเทศยังเผชิญความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมัน
การแข่งขันที่รุนแรง: ประเทศคู่แข่งในเอเชียต่างงัดมาตรการดึงดูดใจ ทำให้นักท่องเที่ยวเปรียบเทียบทั้งเรื่องความคุ้มค่าและความปลอดภัยเป็นหลัก
ความเสี่ยงด้านโรคติดต่อ: การกลับมาแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกา รวมถึงการเฝ้าระวังโรคโควิด และฮันตาไวรัส กลายเป็นปัจจัยลบซ้ำเติมบรรยากาศการเดินทาง
มาตรการวีซ่าใหม่ของภาครัฐถือเป็น “ยากระตุ้นล้างสารพิษ” ที่ยอมเสียสัดส่วนนักท่องเที่ยวบางส่วน (0.7%) เพื่อแลกกับความมั่นคงและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่ปลอดภัย
ทว่า เมื่อนำมาประเมินร่วมกับปัจจัยลบด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก วิกฤตพลังงาน และการหดตัวของตลาดตะวันออกกลางและอาเซียนในช่วงต้นปี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 30 ล้านคน (จากเดิมที่ปีก่อนหน้าทำได้ 33 ล้านคน)
หลังจากนี้ ภาคเอกชนและรัฐจำเป็นต้องเร่งเจาะตลาดทดแทนที่มีกำลังซื้อสูง และชูจุดขายเรื่องความปลอดภัยและคุ้มค่าเพื่อพยุงรายได้จากการท่องเที่ยวให้เป็นไปตามเป้าหมาย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/743025&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28fWfp7JhW11icgZsNsleG

