• Sat. May 23rd, 2026

ทำความเข้าใจ “16 ข้อ แลนด์บริดจ์” สนข. ยันรับฟังทุกเสียงสะท้อน แจงแผนดูแลป้องกันผลกระทบ พร้อมมาตรการเยียวยา-การชดเชย ย้ำให้ความสำคัญพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม | TOPNEWS

ทำความเข้าใจ-“16-ข้อ-แลนด์บริดจ์”-สนข.-ยันรับฟังทุกเสียงสะท้อน-แจงแผนดูแลป้องกันผลกระทบ-พร้อมมาตรการเยียวยา-การชดเชย-ย้ำให้ความสำคัญพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม-|-topnewsทำความเข้าใจ “16 ข้อ แลนด์บริดจ์” สนข. ยันรับฟังทุกเสียงสะท้อน แจงแผนดูแลป้องกันผลกระทบ พร้อมมาตรการเยียวยา-การชดเชย ย้ำให้ความสำคัญพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม | TOPNEWS

จากประเด็นที่เกิดขึ้นกับโครงการ “แลนด์บริดจ์” หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย ที่รัฐบาลผลักดันเพื่อยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความคาดหวังด้านเศรษฐกิจ โครงการดังกล่าว ก็กำลัะเผชิญข้อกังวลจากประชาชนในหลายมิติ ทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน ประมง วิถีชีวิต และทรัพยากรธรรมชาติ

ทางด้าน สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ออกมาชี้แจงข้อสงสัยสำคัญของประชาชนรวม 16 ประเด็น เพื่อสร้างความเข้าใจต่อแนวทางพัฒนาแลนด์บริดจ์ในระยะต่อไป

1. เหตุใดไม่ขุด “คลองไทย” แทนแลนด์บริดจ์

สนข. อธิบายว่า แนวคิดขุดคลองเชื่อมอ่าวไทยและอันดามัน แม้จะทำให้เรือเดินทางผ่านได้โดยไม่ต้องขนถ่ายสินค้า แต่มีต้นทุนก่อสร้างและบำรุงรักษาสูงมหาศาล อีกทั้งยังอาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ การแบ่งแยกพื้นที่ รวมถึงทำให้เกิดการโยกย้ายชุมชนจำนวนมาก นอกจากนี้ การขุดคลองยังเสี่ยงต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง ทั้งต่อระบบนิเวศ น้ำทะเล และวิถีชีวิตของชุมชนภาคใต้ ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงเลือกแนวทาง “แลนด์บริดจ์” ที่ใช้ระบบรางและมอเตอร์เวย์เชื่อมท่าเรือทั้งสองฝั่งแทน

2. แลนด์บริดจ์จะช่วยลดต้นทุนและเวลาได้อย่างไร โครงการแลนด์บริดจ์จะเชื่อมท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งด้วยรถไฟและทางหลวงพิเศษ ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกไม่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา

สนข. ประเมินว่า จะช่วยลดระยะเวลาขนส่งได้ประมาณ 5 วัน และช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของไทย โดยโครงการมีมูลค่าลงทุนรวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท และจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP

3. จะมีโรงกลั่นน้ำมันหรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมีหรือไม่

หนึ่งในข้อกังวลสำคัญ คือการเปลี่ยนพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นฐานอุตสาหกรรมหนัก สนข. ยืนยันว่า แผนแม่บทโครงการไม่ได้กำหนดให้มีโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่จะเน้นอุตสาหกรรมต่อยอดจากทรัพยากรในพื้นที่ เช่น ยางพารา , ปาล์มน้ำมัน ,อาหารทะเล ,อาหารฮาลาล ,AI และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อย่างไรก็ตาม ภายในท่าเรือจะมีบริการเติมน้ำมันเรือ (Bunkering Service) สำหรับเรือสินค้า ซึ่งหากเอกชนจะลงทุนเพิ่มเติม ต้องผ่าน EIA และการอนุญาตตามกฎหมาย

4. สินค้าหลักที่จะใช้บริการแลนด์บริดจ์คืออะไร

สินค้าที่จะผ่านแลนด์บริดจ์มาจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้ง EEC ภาคกลาง และภาคใต้ รวมถึงสินค้าทรานซิตจากจีนตอนใต้ ประเภทสินค้า ได้แก่ สินค้าเกษตร , ยางพารา ,ผลไม้ ,อาหารทะเล ,สินค้าอุตสาหกรรมแปรรูป สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง

5. เหตุใดต้องถมทะเลจำนวนมาก

สนข. ชี้แจงว่า การถมทะเลเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก รองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ร่องน้ำลึกมากกว่า 18 เมตร พื้นที่ถมทะเลจะใช้สำหรับ ลานตู้คอนเทนเนอร์ , พื้นที่พักสินค้า ,ระบบราง ,ถนนขนส่ง
ศูนย์โลจิสติกส์

6. มีการทำ SEA หรือไม่

สนข. ระบุว่า ได้มีการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ตั้งแต่ปี 2559 ครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็นกรอบประกอบการตัดสินใจโครงการขนาดใหญ่

7. รับมือปัญหาน้ำมันรั่วอย่างไร

โครงการเตรียมแผนป้องกันเหตุรั่วไหลของน้ำมัน พร้อมจัดตั้งทีมปฏิบัติการฉุกเฉิน และประสานกับหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล เพื่อควบคุมสถานการณ์หากเกิดอุบัติเหตุ

8. ผลกระทบต่อป่าชายเลนและสัตว์ทะเล

ในการจัดทำ EIA และ EHIA มีการสำรวจข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมทั้งระบบนิเวศทางทะเล ป่าชายเลน สัตว์น้ำหายาก และพื้นที่อุทยานแห่งชาติ สนข. ระบุว่า จะมีมาตรการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียด

9. ปัญหาตะกอนทะเลและการกัดเซาะชายฝั่ง

สนข.ระบุว่า มีการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ศึกษาการฟุ้งกระจายของตะกอนและการเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำ เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่ง ผลศึกษาจะถูกนำไปกำหนดมาตรการควบคุมในช่วงก่อสร้าง

10. ผลกระทบต่อสัตว์ทะเลและนกชายฝั่ง ขณะนี้มีการศึกษาคุณภาพอากาศ เสียง แสง และระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงแนวปะการัง หญ้าทะเล สัตว์ทะเลหายาก และนกอพยพ

สนข.ชี้แจงว่า การสำรวจดำเนินทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง เพื่อให้ครอบคลุมช่วงผสมพันธุ์และอพยพของสัตว์

11. การนำดินและหินมาถมทะเลจะกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่

โครงการกำหนดให้ติดตั้งม่านกันตะกอนรอบพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของตะกอน พร้อมมีระบบติดตามตรวจสอบผู้รับเหมาอย่างต่อเนื่อง

12. หลักเกณฑ์เวนคืนที่ดิน

การชดเชยที่ดินจะอ้างอิงตาม พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 โดยคำนึงถึงราคาตลาดจริง ค่าก่อสร้าง และค่าขนย้าย ไม่ใช่ราคาประเมินราชการที่ต่ำกว่าความจริง สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก. จะมีแนวทางช่วยเหลือ เช่น จัดหาที่ดินใหม่ , ชดเชยพืชผล , เงินเยียวยา

13. การเยียวยาชาวประมงและชุมชน

สนข. เสนอให้ตั้งคณะกรรมการกลางตรวจสอบผลกระทบ และหากพิสูจน์ได้ว่าชุมชนหรือชาวประมงได้รับผลกระทบจากโครงการ จะต้องได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม พร้อมกันนี้ จะจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิต” โดยให้ผู้รับเหมาและผู้รับสัมปทานท่าเรือร่วมสมทบเงินต่อเนื่องตลอดอายุสัมปทาน 50 ปี

14. การใช้น้ำจะกระทบชุมชนหรือไม่

สนข.ระบุว่า มีการสำรวจแหล่งน้ำเดิมในพื้นที่ เพื่อวางระบบใช้น้ำไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมกำหนดมาตรการติดตามการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม

15. หลักเกณฑ์ชดเชยต้นไม้และพืชผล

สนข.ชี้แจงว่า การประเมินค่าชดเชยต้นไม้จะอ้างอิงบัญชีราคากลางของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งครอบคลุมไม้ยืนต้น 412 ชนิด และไม้ล้มลุก 154 ชนิด หากไม่มีชนิดไม้ในบัญชี จะใช้การเทียบเคียงกับชนิดใกล้เคียง

16. โครงการจะทำลายวิถีชีวิตชุมชนหรือไม่

สนข. ยืนยันว่า โครงการจะยึดหลัก “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ให้เศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมสามารถอยู่ร่วมกันได้ แนวทางสำคัญคือ สนับสนุนอาชีพท้องถิ่น , กิจกรรม CSR , กองทุนชุมชน
การมีส่วนร่วมของประชาชนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้แลนด์บริดจ์จะถูกมองว่าเป็นโครงการเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังเป็นบททดสอบสำคัญว่า ประเทศจะสามารถพัฒนาเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ โดยรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตชุมชนได้มากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับ “มาตรการเยียวยาและการชดเชยผลกระทบ” ที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนท้องถิ่น ทรัพยากรธรรมชาติ และอาชีพดั้งเดิมของคนในพื้นที่ จากโครงการ “แลนด์บริดจ์” ข้อมูลของ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้อธิบายแนวทางการเยียวยาและมาตรการรองรับผลกระทบในหลายด้าน ทั้งการเวนคืนที่ดิน การชดเชยชาวประมง การดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาว

โดยเฉพาะข้อกังวลสำคัญของประชาชน คือการเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ระบบราง ถนน และพื้นที่ถมทะเล สนข. ระบุว่า การพิจารณาค่าชดเชยจะอ้างอิงตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 โดยใช้หลัก “ราคาซื้อขายจริงในตลาด” ไม่ใช่ราคาประเมินทุนทรัพย์ของราชการที่มักต่ำกว่าความเป็นจริง

ทั้งนี้หลักเกณฑ์การพิจารณาจะครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ ราคาซื้อขายที่ดินในพื้นที่ใกล้เคียง , สภาพและศักยภาพของที่ดิน ,มูลค่าสิ่งปลูกสร้าง ,ค่ารื้อถอน ,ค่าขนย้ายทรัพย์สิน และ ค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. หรือไม่มีเอกสารสิทธิ์ สนข. ระบุว่าจะหารือร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อกำหนดแนวทางช่วยเหลือเฉพาะกรณี เช่น การจัดหาที่ดินแปลงใหม่ , ค่าชดเชยพืชผล
ค่ารื้อย้าย , เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการย้ายถิ่นฐาน , เปิดบัญชีชดเชยต้นไม้กว่า 566 ชนิด เป็นต้น

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม คือการตัดต้นไม้และผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม สนข. ชี้แจงว่า การประเมินค่าชดเชยต้นไม้จะอ้างอิงบัญชีราคากลางของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งแบ่งเป็น ไม้ยืนต้น 412 ชนิด , ไม้ล้มลุก 154 ชนิด และ หากไม่พบชนิดพันธุ์ไม้ในบัญชี จะใช้วิธีเทียบเคียงกับพืชชนิดใกล้เคียงที่สุด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเจ้าของที่ดิน

ส่วนประเด็นการตั้งกองทุนชุมชน ดูแลผลกระทบระยะยาว สนข. ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน” เพื่อใช้ดูแล เยียวยา และสนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการในระยะยาว
โดยโครงสร้างของกองทุนแบ่งเป็น 2 ระยะ

ได้แก่ ระยะก่อสร้าง ผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้ดำเนินงานถมทะเล จะต้องร่วมสมทบเงินเข้ากองทุน เพื่อใช้สำหรับ ฟื้นฟูผลกระทบต่อชุมชน , สนับสนุนกิจกรรมสาธารณะ , ดูแลสิ่งแวดล้อม , ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเฉพาะหน้า

และ ระยะดำเนินโครงการ หลังเปิดใช้ท่าเรือ ผู้รับสัมปทานและผู้ประกอบการท่าเรือ จะต้องสมทบเงินเข้ากองทุนต่อเนื่องตลอดอายุสัมปทาน 50 ปี สนข. ระบุว่า จะมีการตั้ง “คณะกรรมการกองทุน” ที่ประกอบด้วยตัวแทนประชาชนในพื้นที่ เพื่อร่วมบริหารและกำหนดแนวทางใช้เงินอย่างโปร่งใส

รวมถึงจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการพิสูจน์ผลกระทบชาวประมง เนื่องจากอาชีพประมงพื้นบ้าน ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่กังวลว่าจะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างท่าเรือ การขุดลอกทะเล และการเดินเรือสินค้า โดยสนข. ระบุว่า โครงการจะตั้ง “คณะกรรมการกลาง” เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและพิสูจน์สาเหตุของผลกระทบ หากพบว่าชุมชนประมงได้รับผลกระทบจากโครงการโดยตรง จะต้องมีการชดเชยและเยียวยาอย่างเป็นธรรม

นอกจากนี้แนวทางช่วยเหลืออาจครอบคลุม เช่น เงินชดเชยรายได้ที่สูญเสีย , การฟื้นฟูแหล่งประมง ,การสนับสนุนอุปกรณ์หรืออาชีพเสริม , การฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง สนข. ย้ำว่า กระบวนการพิจารณาจะต้อง “โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีส่วนร่วมจากประชาชน”

สำหรับมาตรการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนข. ระบุว่า มีการกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบหลายด้านควบคู่กับการจัดทำ EIA และ EHIA โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่ ป้องกันตะกอนฟุ้งกระจาย , ติดตั้งม่านกันตะกอนรอบพื้นที่ก่อสร้างและถมทะเล เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ

ขณะที่การศึกษาการกัดเซาะชายฝั่ง สนข.เลือกใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์ศึกษาทิศทางกระแสน้ำและการฟุ้งกระจายของตะกอน เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่ง รวมถึงการดูแลสัตว์ทะเลและระบบนิเวศ จะมีการสำรวจ
แนวปะการัง , หญ้าทะเล , สัตว์ทะเลหายาก ,นกอพยพ ,แหล่งวางไข่สัตว์น้ำ โดยเก็บข้อมูลทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง เพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน

ขณะที่ แผนรับมือเหตุการณ์น้ำมันรั่ว สนข.จะจัดทำโครงการจทีมปฏิบัติการฉุกเฉินและแผนรับมือมลพิษทางน้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมและลดผลกระทบหากเกิดอุบัติเหตุทางทะเล

รวมถึง“พัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ชุมชน” สนข. ยืนยันว่า แนวคิดหลักของแลนด์บริดจ์ คือ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยพยายามสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่ กับการรักษาวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนการส่งเสริมการจ้างงานคนในพื้นที่ , การสนับสนุนอาชีพชุมชน , กิจกรรม CSR และการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน

ทั้งนี้ แม้หลายมาตรการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและออกแบบรายละเอียด แต่ สนข. ระบุว่า เสียงสะท้อนของประชาชนจะถูกนำมาประกอบการตัดสินใจ ก่อนโครงการเดินหน้าสู่ขั้นตอนการลงทุนจริง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1582147&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t3Kt9Fh1iobQ228OUSCb4

You missed