• Sat. May 23rd, 2026

อะไรคืออุปสรรคของไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

อะไรคืออุปสรรคของไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอะไรคืออุปสรรคของไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

การที่ประเทศไทยปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้น 15 ปี หรือภายในปี 2050 ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ท่ามกลางอุปสรรคเดิมและปัจจัยท้าทายใหม่ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแนวทางการดำเนินงานต่อไปมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

ความต่อเนื่องและความชัดเจนของนโยบายรัฐ

 
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางประเทศไทยในการก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

  • นโยบายภาครัฐ ในอดีตขาดความชัดเจนและความต่อเนื่องในการสร้างระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง ส่งผลให้ขาดแผนภาพรวมในการขับเคลื่อน
  • ขาดมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ยังไม่ครอบคลุม
  • ภาคประชาชนและผู้บริโภคยังมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้น้อย

ภาวะสงครามแย่งเม็ดเงินลงทุน

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ทิศทางการไหลของเงินทุนโลกเปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งเน้นเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Climate Economy) เพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ กลับต้องถูกเจียดไปใช้ในด้านความมั่นคง เช่น อาวุธยุทธโธปกรณ์ (Military financing) และเทคโนโลยี AI มากขึ้น สงครามจึงกลายเป็นความเสี่ยงและต้นทุนส่วนเพิ่มของประเทศ

ดร.พิรุณ เชื่อว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อถึง 10 ปี แต่การตัดสินใจระยะสั้นในปัจจุบันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะกลางและระยะยาว เนื่องจากความเสี่ยงระยะสั้น เช่น สงคราม หรือปัญหามิจฉาชีพ มักเปลี่ยนแปลงตามบริบทโลก ทว่าความเสี่ยงระยะยาวอย่างภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงอยู่ โดยคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า อุณหภูมิโลกจะสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสอย่างถาวร ดังนั้น การตัดสินใจในปัจจุบันจึงต้องสร้างสมดุลให้ดี

ก๊าซเรือนกระจกจากสงครามที่อยู่นอกระบบการคำนวณ

 
ดร.พิรุณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากสงครามจะไม่ถูกนับรวมในระบบของโลกภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) หรือความตกลงปารีส (Paris Agreement) เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ความถี่และความรุนแรงได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงได้สูญเสียโควต้าการปล่อยคาร์บอนสะสมของโลก (Carbon Budget) ไปแล้ว

จากการเปิดเผยข้อมูลพบว่า เพียง 24 วันแรกของสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศถึง 7.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเทียบเท่ากับการบินพาณิชย์ทั่วโลกรวมกัน 3 วัน และคิดเป็นการใช้งบคาร์บอนที่เหลืออยู่สำหรับการจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส (Carbon Budget) 0.06%

ความเปราะบางของไทยกับการหา Growth Engine เพื่อดึงดูดทุนใหม่

 
ในปี 2024 ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 17 (จากอันดับที่ 69 ในปี 2023) จาก 197 ประเทศทั่วโลกที่มีความเปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ความเสียหายที่สูงส่งผลให้ต้องใช้ความพยายามในการฟื้นฟูมากและกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการคือการสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (Growth Engine) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ควบคู่ไปกับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวเพื่อลดต้นทุนความสูญเสียประจำปี

สอดคล้องกับมุมมองของธนาคารโลกที่ระบุว่า หากประเทศไทยไม่เริ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียว เช่น พลังงานทดแทน ระบบโลจิสติกส์ทางราง และการใช้เชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะส่งผลให้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP Loss) ลดลง 7-14% ภายในปี 2050 ซึ่งปัจจุบัน GDP ของไทยอยู่ที่ประมาณ 19-20 ล้านล้านบาท และมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน อย่างไรก็ตาม หากมีการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ถูกต้องโดยปราศจากสัญญาณรบกวนทางการเมือง (Political Noise) จะช่วยรักษาและเพิ่มมูลค่า GDP 4-5% เมื่อเทียบกับการไม่ดำเนินการใดๆ

การปรับเปลี่ยนแนวคิดของภาคธุรกิจ

 
ดร.สนธยา กริชนวรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เสนอแนะให้ภาคธุรกิจมองการปรับตัวสู่คาร์บอนต่ำเป็นโอกาสมากกว่าต้นทุน เนื่องจากการผลิตและการค้าล้วนเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน การมุ่งเน้นเพียงต้นทุนการผลิตที่ต่ำอาจนำมาซึ่งต้นทุนแฝง เช่น ภาษีคาร์บอน นอกจากนี้ ในอนาคตคู่ค้าทุกขนาดรวมถึง SME จะต้องเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากไม่ปรับตัวอาจเสี่ยงต่อการถูกยกเลิกคำสั่งซื้อจากธุรกิจขนาดใหญ่

ภาครัฐจึงควรเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่นำไปปฏิบัติได้จริงและลดความซ้ำซ้อน เช่น การบูรณาการรายงานการปล่อยคาร์บอนให้อยู่ในเอกสารชุดเดียว จากเดิมที่มีหลายกฎระเบียบแยกตามหน่วยงาน รวมถึงการแก้ไขข้อจำกัดด้านนโยบายไฟฟ้าเสรี และการสนับสนุนงานวิจัยเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนที่กฎกติกาในปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวย

การสร้างระบบนิเวศเพื่อสนับสนุนภาคธนาคาร

 
พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มองว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจสีเขียวทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ท่ามกลางปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม เช่น อุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นรูปแบบเก่า งานวิจัยและพัฒนาถูกนำไปใช้จริงน้อย และทักษะแรงงานยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่

  • ในเชิงปริมาณ: จากข้อมูลพบว่าการบรรลุเป้าหมายสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 3.6 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับงบประมาณลงทุนภาครัฐที่ 3.78 แสนล้านบาทต่อปี ทว่าร้อยละ 90 ของงบประมาณภาครัฐถูกใช้ไปกับเงินเดือนข้าราชการและโครงการประจำ ส่งผลให้เหลือเงินงบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศเพียงร้อยละ 10 โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายรองรับสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปี
  • ในเชิงคุณภาพ: การพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวต้องอาศัยนโยบายสนับสนุน แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีจะมีความพร้อมสูง แต่ความรู้ความเข้าใจยังไม่แพร่หลาย SME ยังขาดความชัดเจนในข้อบังคับ และประชาชนยังเข้าถึงข้อมูลได้น้อย ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้าของโลกที่เข้มงวดขึ้น

ภาครัฐจำเป็นต้องเป็นแกนหลักในการสร้างระบบนิเวศและปรับปรุงระบบบริหารจัดการเงิน เพื่อสนับสนุนให้สถาบันการเงินใช้เครื่องมือทางการเงินผ่านตลาดเงินและตลาดทุนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนบทบาทของงบประมาณรัฐไปสู่การดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ เช่น กองทุนบริหารความเสี่ยง (Hedge Fund) ธนาคารพาณิชย์ และกองทุนความมั่นคงแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ซึ่งอาจช่วยผลักดันมูลค่าการลงทุนในด้านนี้ให้สูงถึง 1.72 ล้านล้านบาท นอกเหนือจากการออกหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Bond) และหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) ในปัจจุบัน

ความคาดหวังต่อระบบ Taxonomy ของธนาคารแห่งประเทศไทย

ชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อธิบายว่า ธปท. มุ่งสร้างระบบนิเวศสีเขียวผ่านโครงการ Thailand Taxonomy ซึ่งคาดว่าจะพัฒนาเสร็จสิ้นในกลางปี 2025 โดย Taxonomy คือเกณฑ์การจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็น 3 ระดับ ครอบคลุม 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ พลังงาน ขนส่ง เกษตร ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ภาคการผลิต และการจัดการของเสีย เพื่อให้สถาบันการเงินใช้เป็นแนวทางสนับสนุนภาคธุรกิจในการปรับตัวสู่ Net Zero

ปัจจุบันโครงการดังกล่าวยังเป็นระบบภาคสมัครใจ เนื่องจากหน่วยงานร่วมจัดทำกว่า 30 แห่งเห็นว่าการบังคับใช้ทันทีจะส่งผลกระทบในวงกว้าง อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไปเมื่อพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. ลดโลกร้อน) มีผลบังคับใช้ จะมีการนำ Taxonomy ไปเชื่อมโยงกับกองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) เพื่อสนับสนุนเงินทุนในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SME

เป้าหมายในปัจจุบันคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้นำ Thailand Taxonomy ไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งยังคงมีความท้าทายด้านข้อมูลที่ขาดหายและเงื่อนไขการใช้งานให้ตรงวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการสนับสนุนโครงการ ‘Financing the Transition’ ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อผลักดันสินเชื่อเพื่อการปรับตัวของ SME ซึ่งในระยะที่ 1 (เริ่มปี 2024) พบว่าการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องมีทั้งเงินทุน ความรู้ เครื่องมือวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการรับรองมาตรฐาน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการขอสินเชื่อจากตลาดเงินและตลาดทุนต่อไป

ความพร้อมของตลาดทุนสำหรับผู้ระดมทุนและนักลงทุน

ทยากร จิตรกุลเดชา ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ตลาดทุนไทยได้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero มาตั้งแต่ปี 2018 โดยการออกเกณฑ์ตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน (ESG Bond) ซึ่งปัจจุบันแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-Linked Bond พร้อมทั้งมีมาตรการจูงใจด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมการขออนุญาตและค่าธรรมเนียมการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (Filing)

ปัจจุบัน มูลค่าคงค้างของ ESG Bond อยู่ที่ 1.1 ล้านล้านบาท จากผู้ออกตราสารทั้งหมด 20 ราย โดยในปี 2025 Green Bond และ Sustainability Bond มียอดเสนอขายรวม 4 หมื่นล้านบาท และมีมูลค่ารวมในปัจจุบันที่ 8 แสนล้านบาท ซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ Sustainability-Linked Bond ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามความคุ้นชินของผู้ระดมทุน นอกจากนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการเปิดเกณฑ์ให้ SME สามารถระดมทุนผ่านตราสารหนี้ด้วยระบบการระดมทุนจากมวลชน (Crowdfunding)

ในด้านผู้ลงทุน ตราสารหนี้กลุ่มนี้ได้รับการตอบรับที่ดีและมียอดจองเกินจำนวนที่เสนอขายเสมอ ซึ่งในระยะแรกเป็นการลงทุนโดยตรงจากสถาบัน แต่ปัจจุบันเริ่มมีการลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุนมากขึ้น โดยเฉพาะผลจากการจัดตั้งกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ที่ดึงดูดนักลงทุนรายย่อยผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ภาพ: Fahroni / Shutterstock

อ้างอิง:

  • งานสัมมนาการประชุมวิชาการประจำปีของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ครั้งที่ 21 หัวข้อ ‘ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำฯ’

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-net-zero-obstacles/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GiHYvK14L4uX4SL5IRcE_

You missed