ตัวเลขล่าสุดจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ขยายตัวได้ดีที่ 2.8 % เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ที่โตเพียง 2.5 % ภาพรวมนี้ส่งผลให้ ณ พ.ค. 2569 “รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทย” ดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 282,024.4 บาทต่อคนต่อปี ขยับขึ้นจากช่วงต้นปีอย่างเห็นได้ชัด
ซ้ำยังมีข่าวดีสะท้อนผ่านตลาดแรงงานที่มีผู้มีงานทำพุ่งสูงถึง 41.94 ล้านคน (โต 4.7%) ขณะที่ภาคเกษตรกลับมาพลิกเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 9 ไตรมาส หันไปดูฝั่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ยอดการส่งออกสินค้าไฮเทค ยังคงไปได้ดี มีการแจ้งขยายกิจการถล่มทลายถึง 106 โรงงาน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 82.8 % ผ่านการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ระบบสูงถึง 1.52 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องจักรกล พลาสติก อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเม็ดเงินก้อนนี้กวาดการจ้างงานไปได้ถึง 99.3% ของแรงงานในกลุ่มขยายกิจการทั้งหมด
เจาะไส้ในเศรษฐกิจไทย “ยอดบนโต แต่ฐานล่างพัง”
แต่ถ้าเรามองลึกลงไปใต้ภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่สวนทางกับภาพการขยายตัวข้างต้นคือ นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส (หรือตั้งแต่ปลายปี 2566) ที่ “โรงงานปิดกิจการ” มีจำนวนมากกว่า “โรงงานเปิดใหม่” ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า 3 เดือนแรกของปีนี้ มีโรงงานเปิดใหม่เพียง 139 แห่ง (ลดลงถึง 63.9 %) ขณะที่โรงงานปิดกิจการมีสูงถึง 156 แห่ง (เพิ่มขึ้น 11.4%)
สัญญาณอันตรายนี้ตกอยู่กับ “กลุ่มคนตัวเล็ก” หรือผู้ประกอบการดั้งเดิมและ SMEs (โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะและพืช) ที่กำลังล้มตาย ทุนหาย กำไรหด จากปัญหากำลังซื้อที่ลดลง และการสู้รบกับสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศไม่ได้ ขีดความสามารถการแข่งขันดั้งเดิมที่เคยมี…กำลังหมดไป
คนไทยหนี้ท่วมหัว เจอหมัดฮุค “สงครามตะวันออกกลาง”
ข้อสงสัยสำคัญ คือ ทำไมรายได้ต่อหัวคนไทยเพิ่ม แต่คนข้างล่างกลับไม่รอด? คำตอบสะท้อนผ่านแผลกดทับทางเศรษฐกิจ 2 ด้านใหญ่
- หนี้ท่วม-แบงก์เข้ม โดยสภาพัฒน์ฯ รายงานว่า ล่าสุด หนี้สินครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง เพราะสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยกู้อย่างหนัก กลุ่มรากหญ้าที่มีบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลไม่เกิน 50,000 บาท เริ่มผิดนัดชำระหนี้ (กลุ่ม SM หรือหนี้ค้างชำระ 31-90 วัน พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง) ฝั่ง SMEs วงเงินกู้ไม่เกิน 5 ล้านบาท ก็เจ็บหนัก ข้อมูล NPL ขยับขึ้นไปแตะ 9.12% และหนี้ในขั้น Stage 2 (ชั้นเฝ้าระวังพิเศษ) สูงถึง 15.82%
- ต้นทุนพลังงาน-โลจิสติกส์ พุ่ง! โดยสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ได้ดันราคาพลังงานและค่าขนส่งให้สูงขึ้น การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซติดขัด กระทบสินค้าส่งออกไทยที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางสูง เช่น ยานยนต์ (พึ่งพา 35.4%) แอร์ (7.8%) และยางพารา (4.6%)
เมื่อต้นทุนน้ำมัน ปุ๋ย และพลาสติกแพงขึ้น แต่ธุรกิจปลายน้ำอย่างร้านอาหาร ค้าปลีก หรือเกษตรกร “ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้” เพราะขืนขึ้นราคาลูกค้าก็ไม่มีกำลังซื้อ สุดท้ายจึงต้องแบกรับต้นทุนไว้เอง
ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ ตอกย้ำว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะ “K-Shaped Recovery” อย่างชัดเจน ขาขึ้นที่เฉียงหัวขึ้นคือกลุ่มทุนใหญ่และอุตสาหกรรมไฮเทคที่ได้ประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุน ส่วนขาลงที่ปักหัวลงคือคนตัวเล็ก SMEs และแรงงานอิสระที่กำลังขาดสภาพคล่องและไร้กำลังซื้อ เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจเหลื่อมล้ำจนเห็นตัวเลขโรงงานปิดตัวมากกว่าเปิดใหม่ในรอบเกือบ 3 ปีแบบนี้ คำถามคือ แล้วคนตัวเล็กจะรอดจากมรสุมนี้ได้อย่างไร?
ที่มา : สภาพัฒน์ฯ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2934260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lJQ9JIOkVN2ATKzdDzOgB

